thansettakij
ดีมานด์ทองโลกปี 68 พุ่งทำสถิติสูงสุด 5,002 ตัน ไทยลงทุนทองคำสูงสุดในรอบ 12 ปี

ดีมานด์ทองโลกปี 68 พุ่งทำสถิติสูงสุด 5,002 ตัน ไทยลงทุนทองคำสูงสุดในรอบ 12 ปี

29 ม.ค. 2569 | 08:32 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 08:44 น.

สภาทองคำโลก เผยรายงานเเนวโน้มทองคำ ชี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา ไทยลงทุนสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 มูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี

KEY

POINTS

  • สภาทองคำโลก (WGC) รายงานความต้องการทองคำทั่วโลกปี 2568 พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,002 ตัน
  • การลงทุนทองคำในประเทศไทยมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 12 ปี ที่ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำโตขึ้น 29%
  • ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้นักลงทุนและธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

วันที่ 29 มกราคม 2569 ายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำปี 2568 จาก สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยว่าความต้องการทองคำทั่วโลกทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสที่ 4 ทำสถิติใหม่ ตอกย้ำความแข็งแกร่งในปีที่โดดเด่น

ขณะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดการลงทุนในทองคำอย่างมหาศาลด้วยมูลค่าการลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ 5.55 แสนล้านดอลลาร์

ขณะที่ประเทศไทยได้มีการลงทุนสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 มูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความสนใจจากผู้บริโภคค้าปลีกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อขายผ่านบัญชีออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ดึงความต้องการบางส่วนออกจากผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งในตลาดค้าปลีก

เซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก สภาทองคำโลก กล่าวว่า เริ่มต้นปี 2569 ทองคำแข็งแกร่งด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ในสกุลเงินหลักทั่วโลก รวมถึงเงินบาทไทย ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยประเทศไทยยังคงเห็นถึงแรงสนับสนุนจากนักลงทุน สะท้อนบทบาททองคำในฐานะป้องกันความเสี่ยงและสินทรัพย์สำรองมูลค่าในระยะยาว

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงความสนใจจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก แม้ราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นภายหลังการปรับตัวขึ้นล่าสุด แต่ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทองคำมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในปี 2569

ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนจากทั่วโลกแตะระดับสถิติใหม่ที่ 2,175 ตัน

เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทองคำมีผลงานโดดเด่นและทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกที่แสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง ต่างหันมาลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้น 801 ตันตลอดทั้งปี

นักลงทุนยังหันมาซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำ

ส่งผลให้ความต้องการทั่วโลกแตะระดับ 1,374 ตัน ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์ โดยสองตลาดใหญ่ที่เติบโตอย่างจีน (เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) อินเดีย (เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการโลกในกลุ่มทองคำแท่งและเหรียญทองคำ

ภูมิภาคอาเซียน ปริมาณการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำในเกือบทุกตลาดพุ่งสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของมูลค่าการลงทุน โดยประเทศไทยมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงความต้องการสำหรับทองคำในระดับสูง

ตลอดปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิรวมทั้งสิ้น 863 ตัน แม้ว่าอุปสงค์รายปีจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันที่เคยทะลุไปในช่วงสามปีก่อนหน้า แต่การซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญและเสริมแรงให้กับภาพรวมอุปสงค์ทองคำโลก

ความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกยังคงปรับตัวลด

ตามที่คาดการณ์ไว้ตลอดทั้งปี โดยลดลง 18% เมื่อเทียบกับปี 2567 ความต้องการทองคำเครื่องประดับของประเทศไทยในปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกด้วยการปรับตัวลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมของทองคำเครื่องประดับทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1.72 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

อุปทานทองคำโดยรวมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้วยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3,672 ตัน ในขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาทองคำที่สูงขึ้น