แบงก์ใหญ่ฉุดกำไรรวมปี 68 โตแค่ 3.63%  รวม 2.65 แสนล้านบาท

22 ม.ค. 2569 | 22:15 น.

เศรษฐกิจชะลอ ดอกเบี้ยขาลง ฉุดกำไรธนาคารพาณิชย์ไทย พบปี 2568 กำไรสุทธิรวม 265,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.63% จากปีก่อน BBL กำไรตามกว่าคาด ด้าน KBANK-TTB กำไรลด ส่วน SCB และ KKP มีกำไรโดดเด่น

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในภาวะอ่อนแรง สะท้อนจากอัตราเงินเพื่อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่องและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 

ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) 11 แห่งรายงาน
ผลประกอบการงวดปี 2568 พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 265,390 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9,297 ล้านบาทหรือ 3.63% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 256,093 ล้านบาท 

สำหรับธนาคารทั้ง 11 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7 แห่ง นำโดย

  • บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล จำกัด(มหาชน)หรือ LHFG มีกำไรสุทธิ 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 839 ล้านบาทหรือ 41.01%
  • กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) 5,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 882 ล้านบาทหรือ 17.53%
  • ธนาคารไทยเครดิต จำกัด(มหาชน) หรือ CREDIT มีกำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 392 ล้านบาท หรือ 10.82%
  • บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน)หรือ SCB กำไรสุทธิ 47,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,544 ล้านบาทหรือ 8.06%
  • ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 31,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,039 ล้านบาทหรือ 6.87%
  • ธนาคาร กรุงไทย จำกัด(มหาชน)หรือ KTB มีกำไรสุทธิ 48,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,075 ล้านบาท หรือ 4.50%
  • ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือ BBL มีกำไรสุทธิ 46,006 
  • เพิ่มขึ้น 795 ล้านบาทหรือ 1.76%

แบงก์ใหญ่ฉุดกำไรรวมปี 68 โตแค่ 3.63%  รวม 2.65 แสนล้านบาท

ขณะที่ธนาคารที่มีกำไรสุทธิลดลง 4 แห่งนำโดย

  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) มีกำไรสุทธิ 2,257 ล้านบาทลดลง 595 ล้านบาทหรือ 20.86%
  • ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ปหรือ TISCO กำไรสุทธิ 6,658 ลดลง 243 ล้านบาทหรือ 3.52%
  • ธนาคาร ทหารไทย ธนชาต(TTB) กำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาทลดลง 392 ล้านบาท หรือ 1.86%
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชนหรือ KBANK กำไรสุทธิ 49,564 ล้านบาท ลดลง 39 ล้านบาท หรือ 0.08% มี

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาธนาคาร 6 แห่งที่มีทบาทสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs)คือ BAY,BBL,KBANK,KTB,SCB,TTB พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 243,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,022 ล้านบาท หรือ 3.40% โดยมี 2 แห่งที่กำไรลดลงคือ KBANK และ TTB  

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ออกมาตํ่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะ BBL ที่กำไรตํ่ากว่าคาดมาก หลังรายงานกำไรสุทธิประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท ตํ่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 10,000 ล้านบาท

มีเพียง KKP ที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดอย่างโดดเด่น ส่วนธนาคารอื่น เช่น TTB และ TISCO ผลประกอบการอยู่ในระดับทรงตัว อย่างไรก็ดี ด้านคุณภาพสินเชื่อยังถือว่า มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น 

ธนาคารกรุงเทพระบุว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน ธนาคารมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสิ้นทรัพย์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.75% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ 

ขณะที่รายได้ที่มิไม่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 48.4% สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าย 

นอกจากนี้ จากการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในโตรมาส 4/2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน และสำหรับปี 2568 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 36,147 ล้านบาท

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า ธนาคารมีกำไรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลง 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน 

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

โดยเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะดอกเบี้ยรวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% 

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ปี 2568 ธนาคารสามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้า  

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)

ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อประกอบกับรายได้จากการดำเนินงาน อื่นๆ เพิ่มขึ้นจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.95 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 3.25 บาท สำหรับทั้งปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย”นายรอยย์กล่าว 

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,169 วันที่ 25 -28 มกราคม พ.ศ. 2569