ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์ภายในประเทศยังอยู่ในภาวะอ่อนแรง สะท้อนจากอัตราเงินเพื่อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่องและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) 11 แห่งรายงาน
ผลประกอบการงวดปี 2568 พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 265,390 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 9,297 ล้านบาทหรือ 3.63% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 256,093 ล้านบาท
สำหรับธนาคารทั้ง 11 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7 แห่ง นำโดย
ขณะที่ธนาคารที่มีกำไรสุทธิลดลง 4 แห่งนำโดย
ทั้งนี้ หากพิจารณาธนาคาร 6 แห่งที่มีทบาทสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs)คือ BAY,BBL,KBANK,KTB,SCB,TTB พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 243,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,022 ล้านบาท หรือ 3.40% โดยมี 2 แห่งที่กำไรลดลงคือ KBANK และ TTB
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ออกมาตํ่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะ BBL ที่กำไรตํ่ากว่าคาดมาก หลังรายงานกำไรสุทธิประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท ตํ่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 10,000 ล้านบาท
มีเพียง KKP ที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดอย่างโดดเด่น ส่วนธนาคารอื่น เช่น TTB และ TISCO ผลประกอบการอยู่ในระดับทรงตัว อย่างไรก็ดี ด้านคุณภาพสินเชื่อยังถือว่า มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น
ธนาคารกรุงเทพระบุว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน ธนาคารมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสิ้นทรัพย์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.75% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ
ขณะที่รายได้ที่มิไม่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 48.4% สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าย
นอกจากนี้ จากการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในโตรมาส 4/2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน และสำหรับปี 2568 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 36,147 ล้านบาท
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า ธนาคารมีกำไรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลง 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน
โดยเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะดอกเบี้ยรวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ปี 2568 ธนาคารสามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อประกอบกับรายได้จากการดำเนินงาน อื่นๆ เพิ่มขึ้นจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.95 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 3.25 บาท สำหรับทั้งปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย”นายรอยย์กล่าว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,169 วันที่ 25 -28 มกราคม พ.ศ. 2569