
โลกไร้เสถียรภาพ ดันทองคำขึ้นทดสอบจุดสูงสุดใหม่ 72,500 บาท
ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์–สงครามการค้าสหรัฐฯ ยุค 'ทรัมป์ 2.0' ดันทองคำพุ่งแรง ลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ใกล้ 5,000 ดอลลาร์ โบรกแนะรอซื้อเมื่อย่อตัว ชี้ทองยังเป็นสินทรัพย์หลบภัยหลัก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวนสูง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- คาดการณ์ว่าเงินฝากมูลค่ามหาศาลของครัวเรือนจีนจะไหลเข้าสู่ตลาดทองคำเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการทองคำมากขึ้น
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 72,500 บาทต่อบาททองคำ
นายภาดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมการลงทุนปี 2569 โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกำแพงภาษีในยุค 'ทรัมป์ 2.0' ดันราคาทองคำพุ่งทุบสถิติ
เปิดฉากต้นปีด้วยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายระลอก ทั้งกรณีสหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีสินค้าจากยุโรป 10-25% หากไม่ยอมเปิดทางให้ซื้อเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงความขัดแย้งในเวเนซุเอลาและอิหร่าน
ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์นี้เกือบแตะระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+8.1% จากสิ้นปีก่อน) หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 69,434.09 บาท (อิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 21 ม.ค.69 ที่ 31.08 บาท) ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้ การใช้จ่ายงบประมาณทางการทหารทั่วโลกที่พุ่งสูงแตะ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ประเด็นที่น่าจับตาในฝั่งเอเชีย คือเงินฝากประจำของครัวเรือนจีนมูลค่ามหาศาลกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังจะครบกำหนดในปีนี้ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าจะเกิดการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากเงินฝากเข้าสู่ตลาดหุ้นและทองคำ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า สะท้อนต่อความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่มีเพิ่มมากขึ้น
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดมุมมองต่อราคาทองคำสัปดาห์นี้ (22-25 ม.ค.68) ว่า ภาพรวมตลาดทองคำในช่วงนี้ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวก ตลาดยังมีแรงซื้อ นักลงทุนสามารถถือทองคำไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
โดยปัจจัยสำคัญที่น่าจับตาในขณะนี้ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ คือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป หลังประธานาธิบดี ทรัมป์ ระบุว่า อาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรปสูงสุดถึง 25% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ได้ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป
พร้อมทั้งขู่ว่า อัตราภาษีดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะคงมาตรการนี้จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงที่สหรัฐฯ สามารถเข้าซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ ประเด็นดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้งทางการค้า และอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศพันธมิตรในกลุ่ม NATO
นอกจากนี้ เร็วๆ นี้ ตลาดยังมีปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนได้ โดยวันที่ 21 ม.ค.มีเหตุการณ์ที่ยังคงน่าจับตา อาทิ การพิจารณาคดีของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามปลด ลิซา คุก กรรมการเฟด ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นอิสระของเฟด
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี ทรัมป์ มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ บนเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกโดยถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
รวมถึงการประกาศ ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางตลาดในระยะถัดไป
สำหรับคำแนะนำ ทางฝ่ายวิจัย มีมุมมองกลยุทธ์เชิงบวกว่า ราคาทองคำกำลังเคลื่อนไหวมุ่งหน้าขึ้นทำ ATH ใหม่ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,770/4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยที่ประมาณ 70,500/69,400 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,900/4,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยที่ประมาณ 71,700/72,500 บาท
โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวใกล้แนวรับมากกว่าการไล่ราคาเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม ควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากในระยะนี้ยังมีปัจจัยด้านการเมืองและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่อาจเข้ามาเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทองคำ





