โจทย์การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนรุ่นใหม่ในหลักทรัพย์ไทย

19 ม.ค. 2569 | 01:38 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 01:55 น.

โจทย์การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนรุ่นใหม่ในหลักทรัพย์ไทย โดย พชร นริพทะพันธุ์  กรรมการ ก.ล.ต.

 

ปี 2568 คือวิกฤตตลาดหุ้น ตลาดหุ้นไทยพบกับสภาวะเงินฝืด นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันต่างหนีตายออกจากหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆที่หุ้นของบางบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าราคาบัญชี เม็ดเงินเหล่านี้หายไปจากตลาดและ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจในประเทศไทย 

เงินบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำ เพราะมีความเชื่อมั่นในมูลค่าหรือกำไรที่จะเกิดขึ้นมากกว่าหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นเพราะนักลงทุนหมดหวังในผลประกอบการ การบริหาร และมูลค่าในอนาคตของทรัพย์เหล่านั้น 

ปัจจัยเกิดจาก 1) การคาดหวังแบบผิดๆในการลงทุน 2) การบริหารธุรกิจที่ผิดพลาด และ 3) การบริหารที่ขาดธรรมาภิบาล แต่นักลงทุนรายย่อยนั้นมักต้องการผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ทำให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงและกระตุ้นการบริหารที่สร้างมูลค่าเกินจริงมากกว่าผลประกอบการที่มั่นคง 

สถานการณ์ของเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เพราะผลประกอบการของบริษัทนั้นหดตัวลง กำลังซื้อและงานถดถอย ทำให้นักลงทุนต้องหนีจากธุรกิจที่ไม่มีอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนต่างชาติทั้งรายย่อยและสถาบัน 

นักลงทุนรายย่อยต้องการผลตอบแทนที่มั่นคง แต่เมื่อทรัพย์สินที่ถืออยู่ลดมูลค่าลง ไม่ว่าจากการจัดการกองทุน หรือกองทุนระยะยาวที่มีการเปลี่ยนทางนโยบาย หรือจากการติดดอย ยิ่งทำให้เกิดความเครียดจากการสูญหายของมูลค่าทรัพย์สิน (prospect theory) และต้องการให้ได้กลับมาอย่างรวดเร็ว 

หลายคนเลือกเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องว่างทำให้เกิดการหลอกลวงการลงทุน (scammer) ขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะคนหน้ามืดตามัวอยากได้ผลตอบแทนและกำไรมหาศาลเมือเทียบกับมูลค่าการลงทุน 

นักลงทุน gen z เองก็ไม่มีความต้องการในการลงทุนสินทรัพย์หลักทรัพย์ในรูปแบบเดิม ความต้องการที่จะได้ผลตอบแทนที่สูง และความต้องการใช้เงินกับ lifestyle แบบปัจจุบันที่เน้นการใช้จ่ายมากกว่าการออม 

การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อมั่นกลับมา เพราะปัจจัยมันไม่ใช่อยู่ในมิติเดียวและยิ่งทำให้เกิดข้อกังขา เมื่อความเข้มงวดเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเทียม และนักลงทุนรายย่อยยังได้รับผลกระทบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เป็นช่องว่างที่ทำให้ creditability ของหน่วยงานกำกับดูแลลดลง ระบบการอนุญาตที่เข้มงวดแต่ไม่เท่าเทียมกลายเป็นเครื่องมือในการสร้าง legitimacy ให้เกิดประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ทำหน้าที่เป็นการรับรองหน่วยลงทุนทั้งๆที่ นักลงทุนต้องรู้เองว่าทุกการลงทุนคือความเสี่ยง เพราะคนกระทำผิดที่ผ่านมาที่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล สามารถหอบเงินนักลงทุนหนีได้เกือบทุกคน กลายเป็นแบคทีเรียกินเนื้อที่กัดกินความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์ไทย

ประเทศไทยจะฟื้นได้ต้องจัดระเบียบเศรษฐกิจมหภาคตัวเองใหม่ เข้าใจตารางเศรษฐศาสตร์ และเน้นการสร้างงาน เพิ่มรายได้ มากกว่าการลงทุนที่หวือหวา สร้าง mindset การลงทุนที่ เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มากกว่าความโลภ การจะทำได้ต้องสร้างวินัยทางการเงินตั้งแต่เริ่มการศึกษา 

อย่าลืมว่า ธนาคารออมสิน ใช้เวลาหลายสิบปีในการแจกกระปุกออมสิน เพื่อช่วยสอน gen babyboomer ในการออมตั้งแต่เด็ก เด็กยุคใหม่ก็ต้องการการพัฒนาพฤติกรรมที่เข้ากับยุคสมัย เช่นการออมผ่านการลงทุน แอพการลงทุน เป็นต้น และต้องทำให้ได้แบบที่ธนาคารออมสินทำ คือเท่าเทียมและทั่วถึง  

หากผู้นำไทยยังไม่ทำอะไร ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ประชาชนสิ้นหวัง ส่งผลต่อจิตใจของคนรุ่นใหม่ ที่จะเน้นความเกลียดชัง มากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานให้สังคม เราต้องการผู้นำที่จะสร้างความหวัง สร้างฝัน สร้างโอกาสให้กับอนาคตของชาติไทย 

ตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของประเทศที่กำลังเข้าขั้นวิกฤต เพราะทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจกำลังสิ้นหวังกับระบบราชการ ระบบการบริหาร ระบบการกำกับดูแล ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจเพราะเชื่อว่าระบบกลไกในประเทศไทยมุ่งแต่จะเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้องโดยไม่คิดถึง greater good  

หากเราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ผู้นำที่สามารถนำเราไปยังเศรษฐกิจใหม่ๆ ตลาดใหม่ๆ งานใหม่ๆ และหลักทรัพย์ หลักประกันในชีวิตใหม่ๆ ที่สร้างสังคมให้เกิดโอกาสที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โอกาสที่จะมีชีวิตที่มีความสุข มีสันติสุข ประกอบไปด้วยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นี่คือ สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจ และ นักลงทุน ต้องการ สังคมที่ไม่ใช่แบบในหนัง Hunger games ที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด ที่ประเทศไทยกำลังใกล้เข้าไปทุกทีๆ