สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เดินหน้าปรับปรุงกติกาสำคัญของอุตสาหกรรมกองทุนรวม ครอบคลุมทั้งหลักเกณฑ์ “การแบ่งชนิดหน่วยลงทุน (share class)” และ “การคำนวณและเปิดเผยค่าธรรมเนียมกองทุนรวม”
เพื่อยกระดับความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความยืดหยุ่นในการแข่งขันของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยประกาศดังกล่าว ได้ลงราชกิจจานุเบกษาและทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569
ปรับเกณฑ์ Share Class ลดต้นทุน บลจ. ผู้ลงทุนจ่ายตามบริการที่ได้รับ
ก.ล.ต. ระบุว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การแบ่งชนิดหน่วยลงทุน มีเป้าหมายให้สอดคล้องกับบริบทตลาดทุนไทยและแนวปฏิบัติสากล ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดภาระต้นทุนการจัดตั้งและบริหารกองทุนรวมของ บลจ.
ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับลักษณะหน่วยลงทุน (share class) ที่เลือก
สาระสำคัญของเกณฑ์ใหม่ ได้แก่
- กำหนดหลักการสำคัญของการแบ่ง share class และให้อำนาจ ก.ล.ต. กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม
- เปิดให้แบ่ง share class ตามลักษณะผู้ลงทุน เงื่อนไขการขายหรือรับซื้อคืน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (currency hedged)
- อนุญาตให้แต่ละ share class กำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามต้นทุนและบริการ
- กำหนดให้ บลจ. ต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม กรณีมี share class ที่ใช้นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงินแตกต่างกัน
หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ยกเครื่องค่าธรรมเนียมกองทุน เน้น “fee for reasons”
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณและเปิดเผยค่าธรรมเนียมกองทุนรวม เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับบริการที่ได้รับ (fee for reasons) รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบธุรกิจในการออกแบบโครงสร้างค่าธรรมเนียม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
สาระสำคัญประกอบด้วย
- กำหนดให้โครงสร้างค่าธรรมเนียมต้องเหมาะสม เป็นธรรม และมีการทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยให้ผู้ดูแลผลประโยชน์มีบทบาทตรวจสอบ
- เปิดทางให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามผลการดำเนินงาน (performance fee) ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน แยกจาก management fee และต้องสะท้อนฝีมือการบริหารจริง ไม่ใช่ผลจากภาวะตลาด
- ปรับหลักเกณฑ์การกำหนด management fee โดยยังคงให้กำหนดเพดานสูงสุดได้ แต่ต้องสอดคล้องกับอัตราพื้นฐาน และหากปรับเพิ่มต้องเปิดเผยเหตุผล โปร่งใส และแจ้งผู้ลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันทำการ
- กำหนดแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนตัวแทนขาย (trailer fee) ให้เป็นไปตามหน้าที่ความไว้วางใจ (fiduciary duty) ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนในหนังสือชี้ชวน
- ยกระดับมาตรฐานการขายหน่วยลงทุน (sales conduct) ให้ผู้ขายต้องเปิดเผยการได้รับ trailer fee และให้บริการหลังการขายสอดคล้องกับค่าธรรมเนียมที่ได้รับ
ก.ล.ต. ระบุว่า การปรับปรุงกติกาทั้งสองส่วนจะช่วยยกระดับธรรมาภิบาลของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจกับการคุ้มครองผู้ลงทุนในระยะยาว