
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28พ.ย.“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ในกรอบที่ระดับ 32.15-32.30 บาท/ดอลลาร์นี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตลาดรอประเมิน แนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการเดือนพ.ย.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28 พ.ย.2568 ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.24 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวได้บ้าง ในช่วงสิ้นปีนี้ หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น
แต่จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน นอกจากนี้ เรายังพอเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ไทยจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง ซึ่งอาจจำกัดการแข็งขึ้นของเงินบาทในช่วงระยะสั้นได้
นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน เพื่อรอรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลักเพิ่มเติม รวมถึงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ อย่าง พัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
โดยเรามองว่า อาจต้องรอลุ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่จะมีรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน ทั้ง ADP และ Revelio
อนึ่ง แม้ว่าตลาดจะรับรู้รายงานดัชนี PMI ของจีน ในช่วงวันอาทิตย์นี้ แต่หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนดังกล่าว ออกมาดีกว่าคาด หรือ แย่กว่าคาด ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินหยวนจีน (CNY)
และบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชีย ในช่วงวันทำการของตลาดการเงินเอเชียในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็สามารถส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน โดยหากผู้เล่นในตลาดมีความมั่นใจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ก็อาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของทั้งเงินหยวนจีนและเงินบาทได้
และเนื่องจาก ความผันผวนของเงินบาทได้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026)
และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.15-32.30 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.20-32.26 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินที่เบาบางลงจากปกติ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving ในฝั่งสหรัฐฯ
โดยการเคลื่อนไหวของบรรดาสกุลเงินหลักยังคงสอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เชื่อว่า เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ได้ (โอกาสยังคงอยู่แถว 83%)
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย เงินบาทพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้ ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์และการปรับสถานะถือครอง ช่วงปลายเดือนของผู้เล่นในตลาด
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุดเทศกาล Thanksgiving แต่ความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงเป็นปัจจัยช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาฟิวเจอร์สของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นราว +0.20%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.14% แม้โดยรวมตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้อานิสงส์จากความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มการเงินอังกฤษ
อย่าง Lloyds Bank +3.0% ตอบรับอานิสงส์จากแผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษที่คงยกเว้นภาษีเฉพาะของธนาคาร ทว่าตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันตามการขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare บางส่วน อาทิ Roche -1.2%, Novo Nordisk -1.1%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ตามการปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินหลัก ท่ามกลางความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
ทว่าเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมที่เบาบางลงในช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่โซน 99.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 99.5-99.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้ ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจอาจมีไม่มากนัก ทว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนพฤศจิกายน
รวมถึงติดตามการประชุมของกลุ่ม OPEC+ และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังสหรัฐฯ ได้พยายามยุติสงครามดังกล่าวอีกครั้ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.21-32.23 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.00 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.24 บาทต่อดอลลาร์ฯ
โดยเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวใกล้ๆ ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยแม้เงินบาทจะยังคงมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แต่คงต้องจับตาแรงหนุนในด้านแข็งค่าที่อาจมีเพิ่มขึ้นในระหว่างวันตามทิศทางของเงินเยนที่น่าจะได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น หลังเงินเฟ้อของญี่ปุ่นที่เปิดเผยออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด
ประกอบกับ Sentiment ของเงินดอลลาร์ฯ ยังคงถูกกดดันจากการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 32.10-32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนต.ค. ของไทย ทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ สถานการณ์ค่าเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซน







