KEY
POINTS
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อแนวโน้มราคาทองคำปี 2569 กับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ประเมินว่าราคาทองคำปีหน้ายังมีแนวโน้มขาขึ้นอยู่
ปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลก ปัญหาของสงครามการค้าโดยเฉพาะระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว รวมถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีหลายประเด็นสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังไม่มีแนวทางแก้ไข ส่งผลให้ทั่วโลกไม่วางใจในสกุลเงินดอลลาร์ และหันมาซื้อทองคำ เห็นได้จากธนาคารกลางทั่วโลกหันมาซื้อทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองเพิ่มมากขึ้น ด้านสัญญาณเทคนิคของราคาทองคำเป็นช่วงการพักตัวเพื่อปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ
มองว่าเหล่าธนาคารกลางของประเทศหลักจะมีแนวโน้มลดสัดส่วนการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะกระจายความเสี่ยงไปถือสินแร่อื่นๆ แต่เชื่อว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่เป็นที่นิยม
ทั้งนี้ ในระยะสั้นอาจจะมีแรงขายทอง แต่ระยะกลางยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น หลังตลาดเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบของภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดัน GDP ลดลงราว 1.5-2.0% ตามความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของนักลงทุนต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เดือนธันวาคมจะลดลง
อย่างไรก็ตาม แต่ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ย เดือนมกราคม ยังสูงถึง 75% สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินยังคงอยู่ในโหมดผ่อนคลาย และเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางที่ยังคงผ่อนคลายของ Fed เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาทองคำในระยะกลาง
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมทองคำในปี 2569 มองว่านักลงทุนอาจต้องเพิ่มความระมัดระวัง ด้วยการที่ปีนี้ราคาทองปรับขึ้นมาสูงถึง 52%
ประกอบกับคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2569 เพราะส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยกับเงินเฟ้อเริ่มห่างกันไม่มาก และฝั่งสหรัฐฯ ก็เริ่มนิ่งมากขึ้นเกี่ยวกับภาษีการค้า (ไม่มีความกังวลมาก)
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กรอบราคาทองคำปี 2569 ไว้ที่ระดับ 3,250-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยที่ประมาณ 50,130-69,400 บาท (อิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 ที่ระดับ 32.45 บาท)