กูรูชี้ราคาทองสัปดาห์นี้ยังเป็นบวก แนะรอซื้อกรอบแนวรับ 61,800-61,500 บาท

20 พ.ย. 2568 | 00:00 น.

โบรกส่องราคาทองสัปดาห์นี้ มีโอกาสฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แนะกลยุทธ์รอซื้อเมื่ออ่อนตัว บริเวณแนวรับ 61,800-61,500 บาท พร้อมจับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว หลังภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อ และท่าทีเฟดต่อสัญญาณนโยบายการเงิน

KEY

POINTS

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำสัปดาห์นี้ยังเป็นบวก โดยมีโอกาสฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • แนะนำกลยุทธ์ "รอซื้อเมื่ออ่อนตัว" ที่กรอบแนวรับสำคัญ 61,800-61,500 บาท
  • ประเมินแนวต้านสำคัญไว้ที่ 63,000 บาท หากผ่านไปได้มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 64,300 บาท
  • ทิศทางระยะกลางยังเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำสัปดาห์นี้ (20-23 พ.ย. 68) ว่า ยังคงมีโอกาสฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จึงแนะนำกลยุทธ์ รอซื้อเมื่ออ่อนตัว บริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,010 และ 3,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเทียบเท่าราคาทองไทยราว 61,800-61,500 บาท

และหากมีการปรับฐานไม่ควรหลุดระดับ 3,975 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 61,000 บาท เนื่องจากหากหลุดต่ำกว่าจุดดังกล่าว อาจนำไปสู่การพักฐานที่ลึกขึ้น ขณะที่ฝ่ายวิจัยให้แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,110 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยราว 63,000 บาท

หากว่าราคาทองคำสามารถทะลุและยืนเหนือระดับ 63,000 บาท นี้ได้ ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,185 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยที่ประมาณ 64,300 บาท

ทั้งนี้ ในระยะสั้นอาจจะมีแรงขายทอง แต่ระยะกลางยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น หลังตลาดเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบของภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดัน GDP ลดลงราว 1.5-2.0% แม้กระแสคาดหวังการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะลดลง แต่ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ย เดือนมกราคมยังสูงถึง 75%

สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินยังคงอยู่ในโหมดผ่อนคลาย และเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางที่ยังคงผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาทองคำในระยะกลาง ซึ่งในสัปดาห์นี้มีการทยอยเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมา อาทิ ตัวเลขการจ้างงานที่จะเผยแพร่วันที่ 20 พ.ย. หลังชัตดาวน์ 43 วัน ซึ่งสะท้อนการสิ้นสุดช่วงขาดข้อมูลสำคัญ

ส่วนปัจจัยด้านมาตรการลดและยกเว้นภาษีนำเข้าอาหารกว่า 200 รายการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตาม เพราะสะท้อนแรงกดดันทั้งเรื่องค่าครองชีพและเงินเฟ้อในประเทศ

แม้ทรัมป์ระบุว่า สินค้าบางรายการอาจยังมีราคาเพิ่มขึ้น แต่เป้าหมายคือช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงราคาสินค้าอาหารยังปรับสูงขึ้น ตลาดจึงต้องรอดูว่ามาตรการนี้จะช่วยชะลอเงินเฟ้อได้จริง หรือเป็นเพียงเครื่องมือเชิงการเมืองที่ยังไม่เปลี่ยนทิศทางเงินเฟ้อและภารกิจของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ