thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 2ม.ค “อ่อนค่า” ที่ระดับ  34.34 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 2ม.ค “อ่อนค่า” ที่ระดับ 34.34 บาทต่อดอลลาร์

02 ม.ค. 67 | 00:58 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ม.ค. 67 | 02:38 น.

ค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่า ควรจับตาทิศทางราคาทองคำอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หากตลาดกลับมุมมองว่า เฟดไม่ได้ลดดอกเบี้ย “เร็วและลึก” ตามคาด

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 2ม.ค. 2567 ที่ระดับ  34.34 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลง”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ  34.12 บาทต่อดอลลาร์ (ณ 17.00 น. ของวันที่ 28 ธันวาคม 2566)

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่านับตั้งแต่ช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 34.09-34.47 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์และโฟลว์ธุรกรรมทองคำ

โดยมีจังหวะเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงเกือบทดสอบโซนแนวต้าน 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่วนราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวรับในระยะสั้น นอกจากนี้ ปริมาณธุรกรรมในตลาดที่เบาบางลงในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทย ก็มีส่วนทำให้เงินบาทผันผวนในกรอบที่กว้างพอสมควรดังกล่าว

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 5 เดือน ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ

 

 

 

 

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และรอจับตา รายงานการประชุมเฟดล่าสุด

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings), ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

หรือ ยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่สดใส ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเฟดลง (ล่าสุดจาก CME FedWatch Tool ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยลง 7 ครั้ง หรือ ราว -175bps ในปีนี้) ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก และ

นอกเหนือจากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยเฟด ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย ISM (Manufacturing & Services PMIs) ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ดัชนี ISM PMI เดือนธันวาคม อาจยังคงสะท้อนภาพการขยายตัวต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการบริการ (ดัชนีสูงกว่าระดับ 50 จุด)

ขณะที่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ อาจยังอยู่ในภาวะหดตัวได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจรอจับตารายงานการประชุมเฟดล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดอาจทยอยปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟดได้ หากรายงานการประชุมเฟด ยังคงสะท้อนแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงของเฟด (Higher for Longer) จนกว่าเฟดจะมั่นใจว่า สามารถคุมปัญหาเงินเฟ้อได้สำเร็จ

▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนธันวาคม โดยหากอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ชะลอตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 3.40% ตามคาด หรือ ต่ำกว่า ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงคาดหวังว่า

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวของผู้เล่นในตลาดอาจกดดันไม่ให้เงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอาจเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย “เร็วและลึก” ของเฟด   

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนธันวาคม อาจชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ -0.5% ตามการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานและระดับฐานราคาสินค้ารวมถึงบริการที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็อาจยังคงแกว่งตัวที่ระดับ 0.60%

ทำให้อัตราเงินเฟ้อ “ติดลบ” ดังกล่าว จะยังไม่สร้างความกังวลให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเราคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นในปีนี้ ทำให้ ธปท. สามารถคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ได้ตลอดทั้งปี แม้ว่า บรรดาธนาคารกลางอื่นๆ อาจเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยลงก็ตาม

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า การแข็งค่าจากสัปดาห์ก่อนอาจชะลอลงและเงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 34.50 บาทต่อดอลลาร์ หากผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเฟด

นอกจากนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หากตลาดกลับมามองว่า เฟดอาจไม่ได้ลดดอกเบี้ย “เร็วและลึก” ตามคาด ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็อาจเป็นการขายสุทธิ หลังดัชนี SET ได้ปรับตัวขึ้นใกล้โซนแนวต้าน และบอนด์ยีลด์ไทยก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไร

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด และยังคงสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจต้องปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟดลง

เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 34.00-34.60 บาท/ดอลลาร์

 

ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.15-34.40 บาท/ดอลลาร์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.32-34.34 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.15 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดของวันทำการก่อนหน้าที่ระดับ 34.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทอ่อนค่ากลับมาบางส่วน หลังแข็งค่าขึ้นมากในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2566 ก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวกลับมาตามการปรับโพสิชั่นของตลาด เพื่อรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขตลาดแรงงาน ที่จะทยอยออกมาในสัปดาห์นี้ 

สำหรับสำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 34.20-34.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนธ.ค. ของจีน ยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ