ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 1ธ.ค. “อ่อนค่า” ที่ระดับ 35.27 บาทต่อดอลลาร์

01 ธันวาคม 2566

ค่าเงินบาทอาจผันผวนตามบรรยากาศในฝั่งตลาดการเงินเอเชียและตลาดการเงินไทย มีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 1ธ.ค.2566 ที่ระดับ  35.27 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  35.19 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ในช่วงก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธานเฟด (จะเริ่มตั้งแต่ช่วง 22.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ค่าเงินบาทก็อาจผันผวนไปตามบรรยากาศในฝั่งตลาดการเงินเอเชียและตลาดการเงินไทย

โดยฝั่งตลาดการเงินเอเชียอาจยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนในฝั่งตลาดการเงินไทย เรามองว่า แรงขายหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติก็อาจยังพอมีอยู่บ้าง ทำให้โดยรวมเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้

 

อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธานเฟด อีกทั้งในช่วงโซนแนวต้านดังกล่าว เราคาดว่า บรรดาผู้ส่งออกอาจรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าลงในการทยอยขายเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินบาทก็อาจยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ หลังโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำเริ่มแผ่วลง จนทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจตัดสินใจทยอยขายทำกำไรเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงิน ในช่วงทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธานเฟด เนื่องจากในช่วงนี้ตลาดอาจอ่อนไหวกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด หรือ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ส่งสัญญาณ Hawkish หรือ สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด

ในช่วงนี้ ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ

นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.10-35.40 บาท/ดอลลาร์

โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาททยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในช่วง 35.14-35.39 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะผันผวนอ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินฝั่งยุโรป (EUR และ GBP) จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะเริ่มลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้า หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรปล่าสุดชะลอลงมากกว่าคาด อย่างไรก็ดี เงินบาทก็ยังพอได้แรงหนุนจากโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำอยู่บ้าง หลังราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดว่า บรรดาธนาคารกลางหลักจะทยอยลดดอกเบี้ยลงในปีหน้า ส่งผลให้เงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าไปได้ไกล

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวผสมผสาน โดยบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ใหญ่ (The Magnificent Seven) อาทิ Nvidia -2.9%, Alphabet -1.8% ต่างปรับตัวลดลงตามแรงขายทำกำไร ขณะที่ หุ้นกลุ่มอื่นๆ ต่างปรับตัวขึ้นได้ ตามความหวังว่า เฟดจะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้า หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ชะลอตัวลงตามคาด

ขณะเดียวกัน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ก็ปรับตัวสูงขึ้น แย่กว่าคาด สะท้อนภาพการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงาน ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.38% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.23%

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี stoxx600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.55% หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรปชะลอตัวลงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้า อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของหุ้นยุโรปก็ถูกจำกัดลงบ้าง เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง

ในฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด จะยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยลงได้ราว -1.25% ในปีหน้า แต่ทว่า บรรยากาศในตลาดการเงินที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ก็มีส่วนช่วยหนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รีบาวด์ขึ้นได้บ้างและแกว่งตัวใกล้ระดับ 4.31%

อย่างไรก็ดี คืนวันศุกร์นี้ อาจเห็นการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ผันผวนได้ เนื่องจากตลาดจะรับรู้ทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ และถ้อยแถลงของประธานเฟด ซึ่งหากบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น เรายังคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวได้ (เน้นกลยุทธ์รอจังหวะ Buy on Dip)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาสะท้อนว่า เฟดอาจจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วและเฟดอาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้าตามที่ตลาดคาด

ทว่า เงินดอลลาร์ก็ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของสกุลเงินยุโรป ทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดว่า ECB และ BOE อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้า จากรายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรปล่าสุดที่ชะลอลงมากกว่าคาด ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 103.5 จุด (กรอบ 103-103.6 จุด) 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง และกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ ทว่าราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดหวังว่า บรรดาธนาคารกลางหลักอาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในปีหน้า

ทำให้ราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 2,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ทั้งนี้ จังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ก็ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยขายทำกำไรทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยชะลอการอ่อนค่าลงของเงินบาท

สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell อย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามการปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ (GDPNow) ในไตรมาสที่ 4 โดย เฟดสาขา Atlanta

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 35.25-35.27 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (10.00 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 35.19 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทขยับอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสัญญาณจากตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะอยู่ในฝั่งขายสุทธิในวันนี้

ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แม้ว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และดัชนีราคา PCE พื้นฐานของสหรัฐฯ จะชะลอลงในเดือนต.ค. ก็ตาม

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 35.10-35.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณฟันด์โฟลว์ ถ้อยแถลงของประธานเฟด และดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ