ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 5ก.ย. ที่ระดับ 35.27 บาทต่อดอลลาร์

05 ก.ย. 2566 | 00:19 น.

เงินบาทยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ทั้งจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น วันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 5ก.ย. 2566 ที่ระดับ  35.27 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  35.21 บาทต่อดอลลาร์

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า โดยเฉพาะจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว และในช่วงนี้ เรามองว่า การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา

 ก็อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ผ่านมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจประเมินว่า การขาดดุลการค้าอาจเพิ่มสูงขึ้น หากราคาสินค้าพลังงานปรับตัวขึ้น ขณะที่ยอดการส่งออกยังคงซบเซา นอกจากนี้ เรายังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้ามาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องของบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะทำให้เงินบาทขาดแรงหนุนฝั่งแข็งค่าในระยะสั้นนี้

อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า โซนแนวต้านของเงินบาทอาจยังอยู่ในช่วง 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในจังหวะเงินบาทอ่อนค่าลง เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นบางส่วนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเงินบาท

อาจรอจังหวะทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ได้ ส่วนแนวรับเงินบาทนั้น เรามองว่า โซน 35.10-35.20 บาทต่อดอลลาร์ อาจเป็นโซนแนวรับในช่วงนี้ได้ จนกว่าจะเห็นการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติที่ชัดเจน

ในช่วงนี้ เรามองว่า ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ

นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.20-35.35 บาท/ดอลลาร์

 

ในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในช่วง 35.19-35.26 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางของเงินดอลลาร์และราคาทองคำ โดยเรามองว่า เงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวเป็นหลัก ในขณะที่เงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ sideway เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันหยุด Labor Day ทั้งนี้ สัญญาณฟิวเจอร์สของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดสหรัฐฯ ยังไม่รีบกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ซึ่งเป็นไปได้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

 

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี stoxx600 ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.04% โดยตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงแรกตามความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังทางการจีนทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาฯ

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปก็พลิกกลับมาย่อตัวลงตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซน อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ที่ออกมาแย่กว่าคาด และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังคงสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหว sideway เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดของฝั่งสหรัฐฯ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดอาจรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดก่อนปรับสถานะการถือครอง ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวใกล้ระดับ 104.1 จุด (กรอบ 104-104.2 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในตลาด และการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ในบางช่วง ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ทยอยย่อตัวลงสู่ระดับ 1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นบางส่วนในตลาดอาจรอทยอยซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวลงบ้าง ทำให้โฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง

 

สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Caixin Services PMI) ซึ่งตลาดคาดว่า ภาคการบริการของจีนอาจยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่โมเมนตัมการขยายตัวอาจชะลอลง ทว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนก็อาจช่วยหนุนให้ ภาคการบริการของจีนกลับมาขยายตัวดีขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

 

ในส่วนนโยบายการเงิน เรามองว่า แนวโน้มการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ และภาพรวมเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อาจทำให้ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.10%

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินโอกาส ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ (ถ้าขึ้นดอกเบี้ย จะขึ้นอีกกี่ครั้ง) โดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อประเด็นดังกล่าว จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินยูโร (EUR) ได้

 

และในฝั่งไทย เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม มีโอกาสเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 0.7-0.8% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าพลังงาน รวมถึงราคาสินค้าเกษตร (ข้าว ผักและผลไม้) ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งนี้ระดับฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้า

 ทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย 1-3% ซึ่งเรามองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีความจำเป็นที่ชัดเจน จากเหตุผลด้านเงินเฟ้อในการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย แต่เราไม่ปิดโอกาสที่ กนง. อาจตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.50% (เราให้โอกาส 45%) จากความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ policy space ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังเอื้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 35.34-35.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.00 น.) อ่อนค่าลงเมืีอเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 35.22 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า สอดคล้องกับการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก

ประกอบกับมีสัญญาณที่สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะอยู่ในฝั่งขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ อาจมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการทยอยขยับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 35.20-35.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ค่าเงินหยวน และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ยูโรโซน และสหรัฐฯ