ค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตลาดเช้า “แข็งค่า”ที่ระดับ 33.62 บาท/ดอลลาร์

18 เม.ย. 2565 | 00:18 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทวันนี้ แกว่งตัว “sideways” จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าอาจมาจากแรงขายสินทรัพย์ฝั่งเอเชีย หากข้อมูลเศรษฐกิจจีนแย่กว่าคาดมาก ควรติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ อาจผันผวนตามสถานการณ์โอมิครอนในไทย

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตลาดเช้าที่ระดับ  33.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า”ขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 12 เมษายน)

 

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินยังคงปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลเฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นและปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

 

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า นอกเหนือจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจช่วยพยุงตลาดได้ หากผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนก็อาจส่งผลต่อตลาดฝั่งเอเชียได้

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

 

ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดมองว่า ภาคการผลิตอุตสาหกรรมสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากสงครามที่กดดันให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับปัญหา Supply Chain ที่รุนแรงขึ้น ทำให้ภาคการผลิตขยายตัวในอัตราชะลอลง

 

สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (S&P Global Manufacturing PMI) เดือนเมษายนที่จะลดลงสู่ระดับ 58 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว ) ส่วนภาคการบริการยังคงขยายตัวได้ดี หนุนโดยตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและการระบาดของโอมิครอนที่ไม่ได้น่ากังวล

 

ดังจะเห็นได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (S&P Global Services PMI) ที่ระดับ 58 จุด นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ตลาดจะรอจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ IBM, Netflix, Tesla โดยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดอาจพอช่วยพยุงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้บ้าง

 

ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด Powell เพื่อวิเคราะห์มุมมองของเฟดต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายการเงินเฟด หลังล่าสุด เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงเร่งลดงบดุล

 

ฝั่งยุโรป – สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงน่ากังวล หลังการเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และรัสเซียเดินหน้าบุกยึดพื้นที่ในฝั่งตะวันออกและทางตอนใต้ของยูเครน ทำให้สงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อและฝั่งตะวันตกอาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งต้องจับตาว่า ฝั่งยุโรปจะกล้าคว่ำบาตรพลังงานจากรัสเซียหรือไม่

 

อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากสงครามได้กดดันให้แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยูโรโซนชะลอลง สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการในเดือนเมษายนที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 54.7 จุด และ 55 จุด ตามลำดับ สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน

 

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ ASML, SAP ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และจะได้รับผลกระทบจากสงครามมากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดว่าบรรดานักวิเคราะห์จะทยอยปรับประมาณการผลกำไรและเป้าราคาหุ้นหลังรับรู้ผลประกอบการล่าสุด ทำให้ตลาดหุ้นยุโรป รวมถึงเงินยูโรมีแนวโน้มผันผวนได้ในช่วง Earnings Season

 

ฝั่งเอเชีย ตลาดคาดว่า เศรษฐกิจจีนอาจขยายตัวได้ราว 4.2%y/y ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทว่า ผลกระทบจากการระบาดของโอมิครอนในจีน จะกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนในเดือนมีนาคมและมีโอกาสกดดันเศรษฐกิจจีนต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 หากการระบาดยังคงรุนแรงอยู่

 

ซึ่งตลาดประเมินว่า ยอดการผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) จะโตลดลงเหลือ +4.0%y/y ส่วนยอดค้าปลีก (Retail Sales) อาจพลิกมา หดตัว -3.0%y/y จากผลของมาตรการ Zero COVID

 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี ลงเหลือ 3.60% รวมถึง ปรับลด LPR ประเภท 5 ปี เหลือ 4.55% เพื่อเป็นการช่วยเหลือภาคธุรกิจและพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผลกระทบของสงครามจะกดดันให้ภาคการผลิตขยายตัวในอัตราชะลอลงเช่นกัน โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนเมษายนจะลดลงแตะระดับ 53 จุด อย่างไรก็ดี ภาคการบริการอาจขยายตัวในอัตราเร่ง จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด COVID-19 โดยดัชนี PMI ภาคการบริการอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 51 จุด

 

แม้ว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) รวมถึง ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์ก่อน ทว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50% ไปก่อน จนกว่าจะมั่นใจแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

ฝั่งไทย – เรามองว่า ควรจับตาแนวโน้มการระบาดของ COVID-19 หลังวันหยุดยาว เพราะหากมีการระบาดที่รุนแรงหนัก ก็อาจกดดันให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุดลงในระยะสั้นได้ ซึ่งภาพดังกล่าวอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในหุ้นไทยไปก่อน และทำให้เงินบาทยังคงขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าที่ชัดเจนในช่วงนี้

 

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมองเงินบาทแกว่งตัว “sideways” จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ โดยเงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำอยู่บ้าง ทว่าแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าอาจมาจากแรงขายสินทรัพย์ฝั่งเอเชีย หากข้อมูลเศรษฐกิจจีนแย่กว่าคาดมาก

 

ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจผันผวนตามสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนในไทย ส่วนแนวต้านเงินบาทยังอยู่ในโซน 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าบรรดาผู้ส่งออกต่างรอขายเงินดอลลาร์อยู่

 

ส่วนผู้นำเข้ายังคงรอจังหวะ Buy on Dip ในช่วง 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง เราแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ ใช้ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเริ่มจำกัด หลังตลาดต่างรับรู้แนวโน้มการเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของเฟดไปมากแล้ว ทำให้เหลือเพียงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่พอช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยเงินดอลลาร์อาจเริ่มทรงตัว หากตลาดไม่ได้ปิดรับความเสี่ยงรุนแรง ซึ่งต้องรอลุ้นผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน พร้อมกับจับตาสถานการณ์สงครามว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่

 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.30-33.80 บาท/ดอลลาร์

 

ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาปรับตัวอยู่ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.45 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดในประเทศปลายสัปดาห์ที่แล้วที่ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ


 ทั้งนี้เงินบาทขยับอ่อนค่าตามทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค นำโดย เงินเยน และเงินหยวน โดยในส่วนของเงินเยนร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 20 ปีท่ามกลางแรงกดดันจากความแตกต่างของแนวโน้มดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ  


ส่วนเงินหยวนอ่อนค่าลงตามสัญญาณผ่อนคลายทางการเงิน (ก่อนการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ของจีนในวันนี้) หลังล่าสุดธนาคารกลางจีนประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์โดยจะเริ่มมีผลในวันที่ 25 เม.ย. 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่  33.55-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ยูเครน-รัสเซีย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลเศรษฐกิจจีน ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 1/2565 ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกเดือนมี.ค. และข้อมูลดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนเม.ย.ของสหรัฐฯ