thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ  31.37 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ 31.37 บาท/ดอลลาร์

24 พ.ค. 64 | 00:21 น.
อัปเดตล่าสุด :24 พ.ค. 64 | 09:23 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแนวโน้มปัญหาการระบาดของ COVID-19 อาจกดดันสกุลเงินเอเชียให้ยังคงผันผวนและไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งต้องติดตามแรงขายหุ้นและบอนด์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.37 บาทต่อดอลลาร์ทรงตัวจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า  ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.45 บาท/ดอลลาร์  และมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.20-31.50 บาท/ดอลลาร์-นักลงทุนรอติดตามทิศทางสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และสัญญาณเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดในคืนนี้  

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางของเงินดอลลาร์และแรงเทขายสินทรัพย์ในฝั่งเอเชียให้ดี โดย เงินดอลลาร์มีโอกาสทรงตัวหรืออ่อนค่าลง ถ้าตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด อาจกดดันเงินดอลลาร์ หากเฟดยืนกรานไม่รีบปรับลดคิวอี อย่างไรก็ดี ปัญหาการระบาดของ COVID-19 อาจกดดันสกุลเงินเอเชียให้ยังคงผันผวนและไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งต้องติดตามแรงขายหุ้นและบอนด์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้

อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก โดยแนวต้านสำคัญเงินบาทยังอยู่ที่ระดับ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากต่างก็รอทยอยเข้ามาขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับดังกล่าว นอกจากนี้ เงินบาทอาจได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้น จากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) หลังจากที่ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 1,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น หนุนโดยการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตและบริการในสหรัฐฯและยุโรป หลังจากทั้งสองภูมิภาคเร่งแจกจ่ายวัคซีนได้ดี ทำให้รัฐบาลสามารถทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก

 

สำหรับสัปดาห์นี้ เรามองว่า ตลาดจะติดตามจับตา ปัญหาการระบาด COVID-19 ในเอเชีย และ การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ยุโรป พร้อมทั้ง ติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

ส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ มีดังนี้

 

ในฝั่งสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะช่วยหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) ในเดือนพฤษภาคม ยังอยู่ในระดับสูงราว 119 จุด นอกจากนี้ การจ้างงานที่ฟื้นตัวดีขึ้น จะส่งผลให้ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.3 แสนราย ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อ (PCE) มีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.5% ในเดือนเมษายน จากระดับ 2.3% ในเดือนก่อนหน้า ตามภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง และฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีก่อนหน้า อนึ่ง แนวโน้มการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อและภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อจะทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Mester, Bostic ในวันจันทร์ ตามด้วย Barkins, Evans, George และ Quarles ในวันอังคาร เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดมองว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปที่มีแนวโน้มดีขึ้น จะช่วยหนุนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยในฝั่งเยอรมนี ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีโดยสถาบัน IFO (IFO Business Climate) จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 98 จุด ในเดือนพฤษภาคม

 

ทางด้านเอเชีย ปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในหลายพื้นที่ของเอเชีย อาทิ อินโดนีเซีย จะกดดันให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% ส่วนประเทศที่มีปัญหาการระบาดไม่มากนัก อย่าง นิวซีแลนด์ และ เกาหลีใต้ ธนาคารกลางของทั้งสองประเทศก็จะยังคงไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย เช่นกัน เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.25% ส่วนธนาคารกลางเกาหลีใต้ จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50%

 

และ ในฝั่งไทย ตลาดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้นตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยอดการส่งออกเดือนเมษายนจะโตถึง 9.4%y/y ขณะที่ยอดนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อส่งออกจะโตกว่า 23% ส่วน ดุลการค้าจะเกินดุลกว่า 600 ล้านดอลลาร์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ อัตราแลกเปลี่ยนค่า เงินบาทเช้านี้ (24 พ.ค.) ทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.37-31.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงระดับปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 31.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่นักลงทุนรอติดตามทิศทางสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และสัญญาณเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดในคืนนี้   

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 31.30-31.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามที่สำคัญวันนี้ จะอยู่ที่สถานการณ์โควิด 19 ของไทยและต่างประเทศ