
Supply Chain Collaboration “ความร่วมมือ คือ ความสำเร็จ”(ตอนที่ 3 จบ)
คอลัมน์ยังอีโคโนมิสต์ โดย : ธรรมทัช ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี
ในตอนที่ 1 ลงวันที่ 17-19 ธันวาคม 2563 และ ตอนที่ 2 ลงวันที่ 28-30 มกราคม 2564) ผมได้เล่าถึงลักษณะ Supply Chain ของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน และให้เหตุผลปัจจัยแวดล้อมสำคัญถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาสู่การมองลักษณะ Supply Chain ที่เหมาะสมกับไทย ฉบับนี้ ผมจะกล่าวถึงกลไกของภาครัฐที่จะเข้ามาสนับสนุนและเอื้อให้เกิดกลุ่มธุรกิจที่เข้มแข็งในลักษณะ Supply Chain Collaboration ดังนี้
1.ออกนโยบายสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ นโยบายสนับสนุนให้เกิดคลัสเตอร์ธุรกิจโดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และธุรกิจที่อยู่ในวง Supply Chain เดียวกัน เช่น ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นลูกค้าของกลุ่มธุรกิจที่ภาครัฐสนับสนุนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือ ลดภาษีการค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความต้องการเข้าร่วมมาอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่ม Supply Chain ที่เชื่อมตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า มากขึ้น
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ ภาครัฐอาจจะออกกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เอื้อให้เกิดความเชื่อใจระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน ได้แก่ สัญญาการซื้อขาย สัญญาพันธมิตรธุรกิจการค้าที่กำหนดขอบข่ายการแชร์ข้อมูลธุรกิจระหว่างกัน ไม่ให้เกิดการนำข้อมูลของพันธมิตรทางธุรกิจไปหาผลประโยชน์เพื่อแข่งขัน เปลี่ยนเกมส์การแข่งขันให้เป็นเกมส์แห่งความร่วมมือผ่านกลไกกฎหมายที่เอื้อให้เกิดความเชื่อใจของผู้ประกอบการที่ยอมรับระหว่างกัน
2.จัดตั้งศูนย์บริการตรวจสอบและออกใบอนุญาตให้แก่กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย การจัดตั้งศูนย์บริการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล เช่น ศูนย์ทดสอบมาตรฐานยานยนต์ ศูนย์ทดสอบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ตรวจสอบมาตรฐานอาหารและยา ศูนย์ทดสอบวัสดุ ฯลฯ โดยแต่ละศูนย์ควรตั้งอยู่ในโซนคลัสเตอร์ของกลุ่มธุรกิจนั้น ๆ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ประกอบการในการเข้ามาใช้บริการ โดยคำนึงถึงความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของผู้ประกอบการ
3.มีนโยบายสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มธุรกิจ เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากลุ่มธุรกิจที่อยู่ใน Supply Chain เดียวกัน หากธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต แต่ปราศจากเงินทุนสนับสนุนก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มธุรกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ใน Supply Chain ที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักร กลุ่ม Start Up ที่มีศักยภาพเติบโต ซึ่งการระดมเงินทุนดังกล่าวอาจจะมาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้การสนับสนุนเงินทุนแก่กลุ่มธุรกิจจะช่วยให้ Supply Chain เติบโตได้อย่างยั่งยืน
4. มีนโยบายสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินธุรกิจ การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เทคโนโลยีถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะได้ถูกนำมาใช้ทั้งด้านการผลิต การตลาด และการโฆษณา ทำให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ ดังนั้น การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งได้แก่ Internet of Things, Robotics, 3D Printing, Data Center, Cloud Computing, E-marketplace, IT-Outsourcing Services ฯลฯ นอกจากนี้ ต้องจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจอีกด้วย
ทั้ง 4 หัวข้อล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐจะเอื้อให้เกิดความร่วมมือแบบ Supply Chain Collaboration โดยที่แต่ละหน่วยงานต้องร่วมมือกันบูรณาการในทุกระดับ นำโดยกระทรวงหลักคือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยกันวางรากฐาน โครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และโครงสร้างการเงินที่จะสนับสนุน Supply Chain ของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ให้สอดประสานอย่างบูรณาการ
กระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ฯลฯ ที่จะมาสนับสนุนการดำเนินของกลุ่มธุรกิจให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องทำงานรวมเป็นศูนย์บริการครบวงจรที่เดียว นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้นเป็นไปตามแนวคิด Supply Chain
Collaboration อันมีกุญแจสำคัญที่ว่า “ความร่วมมือ คือ ความสำเร็จ” ครับ
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,654 วันที่ 18 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :






