thansettakij
thansettakij
โบรกเสียงแตกกนง.ลดดอกเบี้ย

โบรกเสียงแตกกนง.ลดดอกเบี้ย

03 ก.พ. 64 | 06:03 น.
อัปเดตล่าสุด :06 เม.ย. 64 | 22:20 น.

นักวิเคราะห์เดาทางกนง. ทั้งปรับลดและคงอัตราดอกเบี้ย ชี้ช่องลดช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วนเสียงคงดอกเบี้ย มองไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แนะลงทุนหุ้นปันผลสูง 

ผลกระทบวงกว้างจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศรอบใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการซํ้าเติมจากรอบแรกอย่างหนักหน่วง จากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัว กลับต้องชะงักอีกครั้ง แต่ด้วยการประกาศมาตรการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง ไม่ได้ปิดทั้งประเทศ ยังคงทำให้กิจการบางส่วนดำเนินการต่อไปได้ รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเยียวยาของรัฐบาลที่ทยอยประกาศออกมา และการปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ทำให้ยังพอมีแรงขับเคลื่อนไปได้ 

ตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทางที่ถูกจับตา คือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 1 ของปี 2564 หลังจากในปี 2563 มีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้ง จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายลดลงจาก 1.25% ลงมาสู่ระดับ 0.50% ต่อปี และจากการสำรวจข้อมูลจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 5 แห่ง พบว่า ในการประชุม
กนง.ครั้งนี้ คาดการณ์ว่า มีโอกาส 50% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 แห่ง, คาดจะปรับลดดอกเบี้ยภายในครึ่งปีแรก แต่อาจจะไม่ใช่การประชุมครั้งนี้ 1 แห่ง และคงอัตราดอกเบี้ย 3 แห่ง 

ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดการณ์การประชุมกนง.ครั้งนี้ มีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ย 50% เนื่อง จากมองว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม จากการระบาดของไวรัสโควิดระลอกใหม่ที่หนักกว่ารอบแรก อีกทั้งมีผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงด้วย ทั้งนี้ มองว่าหากไม่ปรับลดในครั้งนี้ ก็จะคงอัตราดอกเบี้ยไปตลอดทั้งปี เพราะการปรับลดดอกเบี้ยไม่มีประสิทธิภาพมากในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน การลดหรือไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับตํ่าต่อไป จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเงินเฟ้อของไทยที่ชะลอตัว ทั้งนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงนี้ของทุกปี และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Bond yield ไทยที่อยู่ตํ่า เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มไฟแนนซ์ ที่มีต้นทุน
กู้ยืมในระดับตํ่า

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า คาดการณ์กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตามเดิม แต่ในช่วงครึ่งปีแรกมีโอกาสพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25% เหลือ 0.25% ต่อปี ซึ่งตํ่าสุดในประวัติศาสตร์ จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบันที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอแม้ปัจจุบันภาครัฐจะเริ่มผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับตํ่า และ Bond Yield อายุ 1 ปีตํ่ากว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีปันผลสูง เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คาดกนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก เพราะปัญหาหลักของไทย คือ ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ถูกกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 และต่อให้ลดดอกเบี้ยจริง ก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น ซึ่งคาดว่ากนง.น่าจะเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นมากกว่า นอกจากนี้ มองว่ารัฐบาลอาจจะออกมาตรการแบบเจาะจง เพื่อช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยว

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เนื่องปัจจุบันอยู่ในระดับตํ่าแล้ว การปรับลดไม่ได้ช่วยได้มากนัก อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบเงินฝาก ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนแออยู่แล้ว อาจจะต้องมีการชดเชยให้เหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้หากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เลวร้ายไปกว่านี้ มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้

ด้านบล.กรุงศรี จำกัด ระบุว่า คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ย จากการเก็บขีดความสามารถเพื่อใช้ในยามจำเป็น รวมถึงลดการแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง (Searchforyield) และรอดูผลจาก ภาครัฐออกมาตรการเยียวยาผลกระทบไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ ทั้งนี้หากมีการปรับลดดอกเบี้ยจะเป็นลบกับหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่เป็นบวกกับกลุ่มไฟแนนซ์

ทั้งนี้มุมมองส่วนใหญ่ที่คาดว่า กนง.จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% เพราะการบริโภคภาคเอกชนเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 2.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ี่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.5% โดยธปท.รายงานว่า เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึงและเริ่มเห็นผลกระทบของการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ขณะที่การดำเนินมาตรการของรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการกระจายสภาพคล่องอย่างตรงจุด เพื่อมุ่งเน้นประสิทธิผลมากกว่าการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบในลักษณะเหวี่ยงแห 

 

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,650 วันที่ 4 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market