
KKP กระทุ้งรัฐใส่เงินเพิ่มพยุงผลกระทบ
KKP Research กระทุ้งรัฐใส่เงินเพิ่มพยุงผลกระทบ-ชี้กรณีเลวร้ายอาจกดจีดีพีติดลบ 1.2%จากประเมินทั้งปีนี้โต2%
KKP Research ประเมินจีดีพีไทยปี 64 ขยายตัว 2% ชี้กรณีเลวร้ายใช้มาตรการควบคุม 2ไตรมาสและเปิดประเทศไม่ได้ อาจกดจีดีพีติดลบ -1.2% กระทุ้งรัฐออกมาตรการคลัง-นโยบายการเงินทั้งเยียวยา พยุงเศรษฐกิจและลดเหลื่อมล้ำ -อุปสรรคการลงทุนภายในและจากต่างประเทศ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนิมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร กล่าวในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยในเงาของโควิด-19” ว่า ภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นว่าไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเหมือนเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในระดับ 5.5% จากปีก่อนที่หดตัว -3.5% เศรษฐกิจของสหรัฐจะกลับมาเป็นบวกในปีนี้ที่ 5%จากปีก่อนอยู่ที่ 3.4% และจีนจะกลับมาเป็นบวกที่ 8%จากปีก่อนขยายตัวได้ 2%
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย KKP Research ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 2%จากเดิมคาดไว้ 3.5% ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวหลังจากปี2563หดตัว6.7% สังเกตุเศรษฐกิจไทยตกหล่มลึกกว่าประเทศอื่น ซึ่งมาจาก 2สาเหตุหลักได้แก่ 1.การจำกัดและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมีความไม่แน่นอนซึ่งจะมีผลต่อนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว และ 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยไม่ได้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น
3ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ 1.การควบคุมการติดเชื้อโควิดระลอกใหม่ มีความรุนแรงและกว้างกว่ารอบแรก(มี.ค.-เม.ย.2562) ทั้งมาตรการควบคุมที่มีความยืดหยุ่นและเบากว่ารอบแรก แต่หากใช้เวลายืดนานในการควบคุม จะกระทบต่อรายได้ของประชาชนและส่งผลต่อการบริโภคไม่สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติ หรือกรณีเลวร้ายไม่สามารถเปิดประเทศ และต้องใช้มาตรการควบคุมคงอยู่ 2 ไตรมาสจีดีพีจะติดลบ 1.2% แต่คาดว่าจีดีพีโต 2% บนสมมติฐานจะค่อยๆเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในปลายปีนี้
2.การกระจายวัคซีน ในประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอน ทั้งปริมาณวัคซีน ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนและความเสี่ยงคือ วัคซีนที่ฉีดนั้นจะมีภูมิต้านทานหรือการกลายพันธุ์ รวมถึงกระจายวัคซีน เหล่านี้อาจทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า แต่เท่าที่ผ่านมาผลการฉีดวัคซีนไปแล้วไม่มีผลข้างเคียง และ 3.ความจำเป็นของมาตรการทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อเยียวยา และพยุงเศรษฐกิจ โดยยอมรับว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะตกหล่มและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เห็นได้จากอัตราเติบโตที่น้อยกว่าที่ผ่านมาและผลกระทบต่อแรงงานรวมถึงด้านอื่น ๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำซึ่งอาจจะเป็นช็อคที่เป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงทำให้ภาระในการสร้างหนี้มีต้นทุนลดลง แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเข้าใกล้เพดานที่ 60% โดยคาดว่าสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 57% แต่ทางการสามารถขยายเพดานกู้เพื่อใส่เงินเพิ่มในอนาคต แต่ต้องทำโครงการเกิดประโยชน์สูงสุด รั่วไหลที่จำกัดและแก้ไขปัญหาระยะยาวของประเทศ
ด้านนโยบายการเงินนั้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาอยู่ในระดับ0.50%ซึ่งต่ำที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากผลกระทบมาก อาจมีความจำเป็นที่คณะกรรมการโยบายการเงิน (กนง.) ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือปรับลดอัตราเงินนำส่งสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ขณะเดียวกันธปท.ต้องรักษาเสถียรภาพให้ระบบการเงินส่งผ่านสภาพคล่องถึงผู้กู้ได้ รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นทั้งการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในเงาของโควิด จึงต้องคำนึงถึงปัญหาระยะยาวที่จะเกิดขึ้นใน 2ด้าน ได้แก่ 1.ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการศึกษาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกล่มที่ไม่มีเครื่องมือเพียงในกรณีโรงเรียนไม่สามารถเปิดเรียนและนักเรียนต้องเรียนที่บ้าน รวมถึงการสร้างรายได้บางอาชีพที่WFH ซึ่งต้องหาวิธีดูแล และ 2. รัฐบาลต้องมองทิศทางของประเทศและหาวิธีปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สร้างเสริมความสามารถในการแข่งขัน และลดอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการลงทุนในประเทศ






