
ก.ล.ต.ฟัน "กิตติ ธนากิจอำนวย" อินไซด์หุ้นโนเบิล
ก.ล.ต. เชือด "กิตติ ธนากิจอำนวย" และ "คงภัทร์ จิรมณีกุล" กรณีอาศัยข้อมูลภายในซื้อหุ้นโนเบิล พร้อมเรียกค่าปรับทางแพ่งส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายจำนวน 15,952,104 บาท
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 นายกิตติ ธนากิจอำนวย ได้รู้หรือครอบครองข้อมูลภายในเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหุ้นโนเบิล (NOBLE) ที่ราคา 12.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาด และ นายกิตติ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้บริหารของโนเบิล (NOBLE) ในขณะนั้นได้เปิดเผยข้อมูลภายในดังกล่าวแก่ นายคงภัทร์ จิรมณีกุล (หลานเขยของนายกิตติ)
โดยรู้หรือควรรู้ว่านายคงภัทร์อาจนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการซื้อหุ้นโนเบิล (NOBLE) และนายคงภัทร์ได้ซื้อหุ้นโนเบิล (NOBLE) ในระหว่างวันที่ 4 – 11 มิถุนายน 2561 จำนวน 4,088,600 หุ้น ก่อนมีการเปิดเผยข้อมูลภายในดังกล่าวต่อสาธารณะในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ทำให้นายคงภัทร์ได้รับผลประโยชน์จากกำไรในการซื้อหุ้นโนเบิล (NOBLE) เป็นเงินจำนวน 7,043,960 บาท
การกระทำของนายกิตติ ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้หรือครอบครองข้อมูลภายในของโนเบิล ( NOBLE) และได้เปิดเผยข้อมูลภายในแก่นายคงภัทร์ เป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 242(2) ประกอบมาตรา 243(1) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 5 สำหรับการกระทำของนายคงภัทร์ที่ซื้อหุ้นโนเบิล ( NOBLE) โดยรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในที่ได้รับการเปิดเผยจากนายกิตติ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 242(1) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับนายกิตติและนายคงภัทร์ โดยให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง ส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดให้แก่ ก.ล.ต. ในส่วนของนายกิตติ คิดเป็นเงินรวม 653,795 บาท และนายคงภัทร์ คิดเป็นเงินรวม 15,298,309 บาท และกำหนดระยะเวลาห้ามนายกิตติและนายคงภัทร์ เป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ เป็นเวลารายละ 12 เดือน
ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์จะมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้กระทำความผิดลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง
หากผู้กระทำความผิดทั้ง 2 รายไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดแก่ ก.ล.ต. รวมทั้งขอให้ศาลแพ่งกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา 2 เท่าของระยะเวลาที่ ค.ม.พ. กำหนด และระยะเวลาห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนด






