
อัด3หมื่นล้านแพ็กเกจสู้"โคโรนา" ท่องเที่ยวโวยแก้ไม่ตรงจุด
ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวแจกคนจน-อาชีพอิสระคนละ 2,000 บาท เฉียด 3 หมื่นล้านพร้อมมาตรการ “การเงิน การคลัง ภาษี” ชุดแรก รับแรงกระแทกไวรัสโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวชี้เกาไม่ถูกที่คัน ยาแรง “พักจ่ายเงินต้น-ดอกเบี้ย 1 ปี” ไม่ผ่านการพิจารณา นักเศรษฐศาสตร์จี้ลดอาร์/พีเสริม “คลัง” บิ๊กธุรกิจเสนอฟื้น “ช็อปช่วยชาติ” ปลุกจับจ่าย
พิษไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจทั่วโลกหัวทิ่มโดยยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ จนต้องร้องขอและรอภาครัฐออกมาตรการเยียวยา
ล่าสุดที่ประชุมครม.เศรษฐกิจวันที่ 6 มีนาคม 2563 อนุมัติชุดมาตรการที่ 1 ลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการระบาดของเชื้อไวรัส ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ใหญ่ในสัปดาห์หน้า โดยนอกจากแจกเงินหัวละ 2,000 บาทเป้าหมาย14.6 ล้านคน เป็นวงเงินประมาณ 2.92 หมื่นล้านบาท เริ่มพฤษภาคมนี้แล้ว ยังพิจารณามาตรการการเงิน การคลัง ภาษี ประกอบพร้อมกันไปด้วย
หนุนใช้มาตรการการคลัง“ตรง-เร็ว”
การอนุมัติชุดมาตรการที่ 1 นี้ นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics กล่าวว่า วิกฤติโควิด-19 คราวนี้หนักกว่านํ้าท่วมใหญ่
เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะไม่สามารถรอมาตรการที่สมบูรณ์ ประการสำคัญต้องตรงกลุ่มและรวดเร็ว นอกจากนี้รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นจังหวะเหมาะเพราะเป็นฤดูกาลขอคืนเงินภาษี เพียงแต่ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบให้ตรง เช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวใน 7 จังหวัด
เชียร์กนง.ลดอาร์/พีเสริมแรง“คลัง”
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ กล่าวว่า ได้ปรับลดคาดการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้จาก 2.7% เหลือเป็น 0.50% จากความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยและโลก จนธนาคารกลางทั่วโลกต้องผ่อนคลายนโยบายการเงิน สถานการณ์ในไทยเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องตระหนัก ส่วนมาตรการทางการคลังอาจยังไม่เพียงพอ มีปัจจัยสนับสนุนกนง. ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นอย่างน้อย ในการประชุมวันที่ 25 มีนาคม และโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในอัตรา 0.50% ก็ยังมีความเป็นไปได้ ถ้าพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
ท่องเที่ยวโวย“เกาไม่ถูกที่คัน”
ด้านนายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาห กรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) กล่าวว่า มาตรการชุดที่ 1 นี้ ยังเกาไม่ถูกที่คัน ไม่ตรงตามข้อเรียกร้องที่สทท.ขอรับการเยียวยา เพื่อให้ช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวระดับเอสเอ็มอี โดยการแจกเงินหัวละ 2,000 บาท แม้กลุ่มอาชีพอิสระเช่น มัคคุเทศก์ มีส่วนได้รับด้วย แต่จำนวนดังกล่าวต่อชีวิตได้แค่ 3-5 วัน การดูแลระยะยาว เช่น หาแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มทักษะช่วงตกงานโดยมีเบี้ยเลี้ยงอย่างที่เสนอก็ไม่ได้รับการพิจารณา
ส่วนมาตรการซอฟต์โลนที่เตรียมไว้ให้นั้น เป็นเรื่องยากสำหรับเอสเอ็มอี ท่องเที่ยวจะเข้าถึง เพราะติดหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของแบงก์ เช่น งบการเงินต้องกำไรต่อเนื่อง 3 ปี ยิ่งแนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวยังอึมครึม แบงก์คงไม่อยากปล่อย หรือถ้าจะให้ก็ให้ลูกค้าเดิมก่อน สถานการณ์อย่างนี้ต้องผ่อนผันหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ
นายชัยรัตน์กล่าวอีกว่า ข้อเสนอเร่งด่วนอีกเรื่องคือ ขอพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี เพราะรายได้ของธุรกิจเกี่ยวเนื่องการท่องเที่ยวหายวูบ แต่มาตรการที่ให้แค่พักชำระเงินต้นแต่ยังต้องผ่อนชำระดอกเบี้ย เมื่อขาดสภาพคล่องแล้วยังต้องแบกค่าใช้จ่ายยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย ไม่เช่นนั้นรัฐควรจัดซอฟต์โลนวงเงินใหม่ผ่านแบงก์รัฐ มาปล่อยกู้ให้ธุรกิจก็มาจ่ายดอกเบี้ยและเป็นเงินทุนหมุนเวียน
“วันนี้ธุรกิจต้องการมาตรการที่โดนจริง ๆ ช่วยเหลือได้ตรงจุดและรวดเร็ว เงิน 1 แสนล้านบาทสำหรับทั่วประเทศก็นิดเดียว อย่างไรก็ไม่พอ ส่วนนโยบายชิมช้อปใช้ 4 ถ้ารัฐบาลจะทำ ก็ควรระบุให้ชัดเจน ให้ไปใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว”
นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการกระตุ้นการใช้จ่ายถ้าใช้ยาแรงอย่างการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเลิกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสัก 3 เดือน ก็จะจูงใจให้เกิดการใช้จ่ายได้ วันนี้คนทั่วไปกำลังซื้อหดหาย แต่คนที่มีกำลังซื้อมีเงินแต่ไม่ใช้จ่าย ต้องทำให้คนกลุ่มนี้เกิดความมั่นใจและใช้จ่าย รวมถึงหากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศทุเลาลง รัฐก็ควรมีนโยบายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เดินทางประชุมข้ามจังหวัด รวมถึงการดึงให้ข้าราชการไม่ไปต่างประเทศหันมาเที่ยวหรือจัดสัมนาในไทย
หนุนฟื้น“ช็อปช่วยชาติ”
ขณะที่นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าไอคอนสยาม สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า มาตรการที่อยากให้นำกลับมาทำอีกครั้งคือช็อปช่วยชาติ ซื้อเท่าไรนำไปหักภาษีได้เท่านั้น ซึ่งเคยทำและได้ผลตอบรับชัดเจน ว่าช่วยให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ใช้เงินในสิ่งที่ต้องใช้และได้ประโยชน์ เป็นการนำเงินมาต่อเงิน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน แต่รัฐบาลต้องใจปํ้าแจกจริงๆ แจกให้เห็นเป็นกอบเป็นกำ ขณะที่ “ชิม ช้อป ใช้” ก็ได้ผลระดับหนึ่งแต่เหมือนจุดเล็กๆ แจกเล็กคนก็ใช้เล็ก
ด้าน นายวิชัย เบญรงคกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบญจจินดาโฮลดิ้ง(BCH) และ ประธานบริหาร บจก.ยูไนเต็ดอินฟอร์เมชั่นไฮเวย์(UIH) เปิดเผยว่า ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่น ด้านการเมือง เช่น ปรับครม.ที่ขาดประสิทธิภาพหรือมีภาพลักษณ์ของการทุจริต ด้านเศรษฐกิจต้องหาช่องทางส่งออก โดยใช้สถานทูต หรือทูตพาณิชย์ ช่วยขายสินค้าไทย มีมาตรการที่ช่วยลดภาระจ่ายของภาคส่วนต่างๆ ลง
ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นคงทางสังคมควบคู่ไปด้วย เช่น จัดการโรคระบาดอาจต้องมีคณะทำงานพิเศษที่มีอำนาจจัดการเรื่องนี้ข้ามกระทรวงได้ โดยต้องจัดการและเปิดเผยข้อมูลจริงที่ทันสถานการณ์และการจัดการของโรคระบาด ไม่ให้คนเกิดความสับสนแตกตื่น
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3555 วันที่ 8-11 มีนาคม 2563






