thansettakij
thansettakij
หุ้นไฟแนนซ์  ยังเสี่ยง กำไรปี 63 ตํ่าเป้า

หุ้นไฟแนนซ์ ยังเสี่ยง กำไรปี 63 ตํ่าเป้า

09 มี.ค. 63 | 00:30 น.

โบรกฯ มองกลุ่มไฟแนนซ์รับอานิสงส์กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลัง NIM เพิ่มขึ้น แต่ต้องติดตามคุณภาพลูกหนี้ หวั่นเอ็นพีแอลพุ่ง พร้อมคงคำแนะนำ “น้อยกว่าตลาด” ชี้ราคาหุ้นยังแพงและมีความเสี่ยงกำไรสุทธิปี 2563 แย่กว่าคาดการณ์

แม้การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนจะเริ่มนิ่ง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อนอกจีนกลับเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกต่างหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เริ่มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ยฉุกเฉินลง 0.50% จากระดับ 1.50-1.75% สู่ระดับ 1.00-1.25%  ทำให้คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่ 25 มีนาคม จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเช่นกัน ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มการเงิน(ไฟแนนซ์)ปรับเพิ่มขึ้นตอบรับทันที

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศ ไทย)ฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์ทั่วโลกขณะนี้กดดันให้กนง.ต้องปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์มากกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) กว้างขึ้นขณะที่ธนาคารพาณิชย์มี NIM ลดลง โดยมองว่าหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มจำนำทะเบียนรถ บัตรเครดิต และการบริหารจัดการหนี้

อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยยังไม่ใช่ประเด็นหลักทั้งหมด แต่ที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ แม้นโยบายการเงินจะผ่อนคลายก็ตาม แต่สะท้อนว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณภาพลูกหนี้แย่ลง ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าเอ็นพีแอลในไตรมาส 1 ปี 2563 จะเพิ่มขึ้นแน่นอน

หุ้นไฟแนนซ์  ยังเสี่ยง กำไรปี 63 ตํ่าเป้า

“ราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ไม่ได้ตอบรับมากนัก เพราะยังมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ทำให้คุณภาพลูกหนี้แย่ลง ติดตามหนี้ยากขึ้น ซึ่งการที่กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดีในแง่ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีต้นทุนที่ลดลง และมีความท้าทายจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากคุณภาพลูกหนี้ที่ลดลง ยังประเมินได้ยากว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพราะ NIM กลุ่มไฟแนนซ์ที่กว้างประมาณ 20-30% หากเพิ่มขึ้นอีก 0.25-0.50% ก็ไม่มีนัยสำคัญใดๆ”

บล.หยวนต้า(ประเทศ ไทย)ฯ ระบุว่า คงนํ้าหนักลงทุนกลุ่มไฟแนนซ์ “น้อยกว่าตลาด” โดยราคาหุ้นยังแพงและมีความเสี่ยงที่กำไรสุทธิปี 2563 จะแย่กว่าคาดการณ์ จากการตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อเพื่อการบริโภคได้รับผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์แย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ได้ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2563 ของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) เหลือ 38 บาท และบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AEONTS) เหลือ 207 บาท

 

ขณะเดียวกันหากเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบันมองว่า AEONTS มีความน่าสนใจมากกว่า KTC ในแง่ราคาที่ตํ่ากว่า ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของทั้ง 2 บริษัทคาดใกล้เคียงกัน แต่ในภาพใหญ่มองกลุ่มสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของทั้ง 2 ตัวลดลงไปมากเมื่อเทียบกับตัวอื่นภายในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAWAD) และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) ที่เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เป็นสินเชื่อมีหลักประกัน และให้ LTV ค่อนข้างตํ่า รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) ที่เป็นธุรกิจบริหารหนี้ NPL และ NPA ซึ่งจะได้ประโยชน์ในระยะยาวจากการเข้าซื้อหนี้เสียของสถาบันการเงิน

 

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,555 วันที่ 8-11 มีนาคม 2563