
คปภ.ไฟเขียว ปรับสัดส่วนลงทุนบริษัทประกัน มีผล 29 ม.ค.63
คปภ.เพิ่มเพดานการลงทุนต่างประเทศบริษัทประกันจาก 15% เป็น 30% ขยายลงทุนครอบคลุมกองอสังหา กองREIT พร้อมลงทุนกองทางเลือกทั้งด้านรักษาพยาบาล เทคโนโลยี หวังลงทุนเต็มเพดานเงินสะพัด 1.33 ล้านบาท
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)เปิดเผยว่า เพื่อสนองนโยบายรัฐและกระตุ้นศักยภาพการแข่งขัน รับมือกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและค่าเงินบาทแข็ง คปภ.ได้ปรับปรุงประกาศเรื่องการลงทุนฯ ซึ่งมีผลบังคับแล้วเมื่อ 29 มกราคม 2563 เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยและตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยมีการลงทุนที่หลากหลายสอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงและภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัย ซึ่งหากบริษัทลงทุนเต็มเพดาน จะส่งผลให้เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 1.33 ล้านล้านบาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและเกิดการจ้างงาน
โดยประกาศลงทุนที่มีการแก้ไขปรับปรุงคือ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ จากปัจจุบัน 15% ของสินทรัพย์ลงทุน ให้ขยายเป็น 30% ของสินทรัพย์ลงทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน และยังเพิ่มประเภทของสินทรัพย์ลงทุน ให้บริษัทประกันภัยสามารถลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ใบทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ที่จดทะเบียนในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยขยายสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนจาก 20% เป็น 30% ของสินทรัพย์ลงทุน เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และลดการกระจุกตัวในการลงทุนของธุรกิจประกันภัย
นายสุทธิพลกล่าวต่อว่า คปภ.ยังขยายโอกาสการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันภัย โดยอนุญาตให้บริษัทลงทุนในตราสารทุนของธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการสถานพยาบาล โรงพยาบาลหรือกิจการที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง(Long-term care)ในประเทศไทย มูลค่าลงทุนไม่เกิน 10% ของสินทรัพย์ลงทุน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และยังเพิ่มทางเลือกให้บริษัทประกันภัยสามารถลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัย โดยมีมูลค่าของการลงทุนไม่เกิน 3% ของสินทรัพย์ลงทุน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย และยังเปิดโอกาสให้บริษัท Startup สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค
นอกจากนั้นยังผ่อนปรนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามระดับความมั่นคงของฐานะการเงิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและยืดหยุ่นในการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งหากมีสัดส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต่ำกว่า 250% ผ่อนปรนให้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 75% หากสัดส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตั้งแต่ 250-380% ให้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 50% และหากสัดส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตั้งแต่ 380% ขึ้นไป บริษัทสามารถบริษัทป้องกันความเสี่ยงจากการอัตราแลกเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม






