
โบรกอัพกำไร-ราคาหุ้น RJH-CHG-BCH สปส.เพิ่มจ่ายค่าหัว
โบรกฯอัพกำไร-ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในโครงการประกันสังคม บล.กสิกรไทยฯประมาณกำไรธุรกิจหลักปี 2563-2564 เพิ่ม 8-11% ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายราว 5.4 -6.4% บล.ฟินันเซียฯ ประเมินอัพไซด์ต่อกำไรปกติเพิ่ม 14-18%
จากการที่คณะกรรมการประกันสังคม (สปส.) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 มีมติอนุมัติการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการทางการแพทย์ต่อหัวขึ้นเป็น 3,959 บาทต่อปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 การปรับเพิ่มอัตราค่าบริการทาง การแพทย์เพื่อไม่ให้โรงพยาบาล สปส. ต้องรับภาระและรักษาระดับคุณภาพทางการแพทย์ในกลุ่มผู้ป่วย สปส.
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่ในโครงการสปส. ต่างปรับตัวขึ้นเพื่อรับข่าวดังกล่าว ได้แก่ หุ้นบริษัทโรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ RJH ปิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 ที่ราคา 24.70 บาท ปรับขึ้นจากเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 (ก่อนบอร์ดสปส.จะมีมติ) 1.23%, หุ้นบริษัทโรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ปิดที่ 2.64 บาท ปรับขึ้น 5.60% และหุ้นบริษัทบางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ปิดที่ 16.00 บาท ปรับขึ้น 0.63% (ตารางประกอบ)
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทยฯ ระบุว่าการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการทางการแพทย์ดังกล่าว จะส่งผลบวกต่อรายได้ของโรงพยาบาลที่อยู่ในโครงการสปส. โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรธุรกิจหลักปี 2563-2564 ของ RJH เพิ่ม 10-11%, CHG ขึ้น 8% และของ BCH ขึ้น 9-10% เพื่อสะท้อนอัตราค่ารักษาพยาบาลใหม่ของโครงการประกันสังคม โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการ รายได้รวมของ RJH ขึ้น 2%, CHG ขึ้น 1% และของ BCH ขึ้น 1-2% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรายได้ของ RJH ถูกปรับเพิ่มมากสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้โครงการประกันสังคมมากที่สุดถึง 43% ในปี 2562 เทียบกับของ CHG และ BCH ที่ 30% และ 34% ตามลำดับ โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 5% จากประมาณการรายได้เดิมที่บล.กสิกรไทยฯ คาดไว้ ขณะที่ยังคงประมาณการต้นทุนและค่าใช้จ่าย SG&A ไว้ตามเดิม
อย่างไรก็ตามได้ปรับลดกำไรสุทธิในปี 2562 ของ RJH และ BCH ลง 5-6% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีต้นทุนสูงของโครงการประกันสังคมตํ่ากว่าค่ามาตรฐานในไตรมาส 4/2562 คาดกำไรธุรกิจหลัก RJH จะเติบโตขึ้น 28% ในปี 2562 และขยายตัวขึ้นที่ 17% และ 6% ในปี 2563 และปี 2564 ตามลำดับ หนุนจากรายได้และอัตรากำไรที่มากขึ้น นอกเหนือจากการปรับเพิ่มประมาณการรายได้โครงการประกันสังคมแล้ว
CHG คาดว่ากำไรธุรกิจหลักจะเติบโตขึ้น 2% ในปี 2562 และขยายตัวขึ้น 23% ในปี 2563 และ 9% ในปี 2564 หนุนจาก รายได้และอัตรากำไรที่สูงขึ้น ขณะที่ BCH คาดกำไรธุรกิจหลักจะเติบโตขึ้น 7% ในปี 2562 และขยายตัวขึ้น 19% ในปี 2563 ก่อนที่จะลดลง 7% ในปี 2564 ปัจจัยหนุนการเติบโตในปี 2563 มาจากรายได้และอัตรากำไรที่สูงขึ้น ขณะที่สาเหตุของกำไรในปี 2564 ลดลง เป็นผลจากการเปิดให้บริการโรงพยาบาลใหม่ 3 แห่ง
บล.กสิกรไทยฯ ปรับเพิ่ม RJH เป็น“ซื้อ” จาก ”ถือ” และคงคำแนะนำ CHG ที่ “ซื้อ”, BCH “ถือ “ ไว้ตามเดิมโดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2563 ของ RJH ปรับขึ้น 6.4%, CHG ปรับขึ้น 5.5% และ BCH ปรับขึ้น 5.4%
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สปส.ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวเฉลี่ยราว 10% ส่งผลบวกต่อประมาณการกำไรของ BCH และ CHG ให้ปรับเพิ่มขึ้น 15% และ 9% ตามลำดับ บล.ยูโอบี ฯ ได้ปรับราคาเป้าหมาย BCH เป็น 23 บาท (จาก 20.20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 14%),CHG ราคาเป้าหมายเป็น 3 บาท (จาก 2.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 9%) ขณะที่กำไรปี 2563 ของ BCH และ CHG โตขึ้นจากปีที่แล้ว 3.8% และ 3.2% ตามลำดับ
บล.ฟินันเซียฯ ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการแพทย์มากกว่าตลาด โดยประเมินอัพไซด์ต่อกำไรปกติของโรงพยาบาลที่รับประกันสังคมราว 14-18% ส่วนภาพรวมปี 2563 คาดกำไรปกติของกลุ่มฯจะเร่งตัวขึ้นเป็น 10.9% YoY (ไม่รวมอัพไซด์จาก สปส.) จากปี 2562 ที่คาดว่าจะติดลบ 0.4% YoY ขณะที่ราคาหุ้นยังอยู่ในระดับราคาไม่แพง ซื้อขายที่ P/E เพียง 28.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่สูงกว่า 30 เท่า เลือก BCH (ให้ราคาพื้นฐานเหมาะสมที่ 22.00 บาท) และ CHG (ราคาพื้นฐานที่เหมาะสมที่ 2.82 บาท) เป็น Top Pick
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,541 วันที่ 19-22 มกราคม 2563






