
หุ้นภาคบ่ายร่วงต่อ 40 กว่าจุดนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง
ตลาดหุ้นเปิดซื้อขายภาคบ่ายยังร่วงต่อ หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง นักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง
ตลาดหุ้นไทยเปิดซื้อขายช่วงบ่ายยังคงยืนในแดนลบต่อเนื่อง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.25% ทำให้ตลาดหุ้นลดความน่าสนใจลง เพราะส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรกับหุ้นใกล้เคียงกัน นักลงทุนจึงปรับลดการลงทุนในหุ้นจากความเสี่ยงที่มีมากกว่า โดย ณ เวลา 15.00 น. ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,679.67 จุด ลดลง 42.15 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 2.45% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 57,998.67 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก จากการปรับลดประมาณการ การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกำไรบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐเติบโตชะลอลง
นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนของจีนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลต่อค่าเงินในกลุ่มเอเชียต้องอ่อนค่าตาม ซึ่งเป็นผลลบต่อการลงทุน ขณะที่ แรงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) จะเข้ามามากในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลดลงแรง มองว่าไม่เกี่ยวกับการที่จะยกเลิกผลประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 แต่จะกระทบหลังจากนั้นมากกว่า อาจทำให้เม็ดเงินลดลงจากปกติที่มีแรงซื้อเข้ามาปีละ 50,000-70,000 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยเปิดซื้อขายช่วงบ่ายยังคงยืนในแดนลบต่อเนื่อง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.25% ทำให้ตลาดหุ้นลดความน่าสนใจลง เพราะส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรกับหุ้นใกล้เคียงกัน นักลงทุนจึงปรับลดการลงทุนในหุ้นจากความเสี่ยงที่มีมากกว่า โดย ณ เวลา 15.00 น. ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,679.67 จุด ลดลง 42.15 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 2.45% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 57,998.67 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก จากการปรับลดประมาณการ การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกำไรบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐเติบโตชะลอลง
นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนของจีนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลต่อค่าเงินในกลุ่มเอเชียต้องอ่อนค่าตาม ซึ่งเป็นผลลบต่อการลงทุน ขณะที่ แรงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) จะเข้ามามากในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลดลงแรง มองว่าไม่เกี่ยวกับการที่จะยกเลิกผลประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 แต่จะกระทบหลังจากนั้นมากกว่า อาจทำให้เม็ดเงินลดลงจากปกติที่มีแรงซื้อเข้ามาปีละ 50,000-70,000 ล้านบาท






