
น้ำตาลยันหยวนอ่อนไม่สะเทือน จีนต้องนำเข้าผลิตในประเทศลดลงแต่การบริโภคยังขาด
หยวนอ่อนค่าไม่สะเทือนน้ำตาลส่งออก ชี้จีนมีน้ำตาลไม่พอต่อการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ปีนี้คาดผลผลิตน้ำตาลในจีนจะหายไป1-1.5 ล้านตัน หลังเกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นแทนอ้อยมากขึ้น ส่วนราคาน้ำตาลทรายดิบยังไต่ระดับสูงขึ้นแบบช้าๆ เพราะยังมีสต๊อกน้ำตาลโลกอยู่อีกจำนวนมาก
นายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด เปิดเผยว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน ไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลส่งออก เนื่องจากขณะนี้จีนต้องการนำเข้าน้ำตาลจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลในจีนมีน้อยลง ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้ง จากที่ผลิตภายในประเทศได้ 10.5 ล้านตัน ปีนี้จะหายไปราว 1-1.5 ล้านตัน จากที่ก่อนหน้านี้จีนเคยมีกำลังผลิตในประเทศมากถึง14-15ล้านตัน ใกล้เคียงกับที่จีนมีการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศมากถึง 15 ล้านตัน จึงคาดว่า ปีนี้จีนจะเพิ่มการนำเข้าน้ำตาลจากไทยมากขึ้นหรือไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่นำเข้าประมาณ 8-9 แสนตันต่อปี เพราะอยู่ในแหล่งผลิตที่ใกล้จีนที่สุดทำให้สะดวกต่อการขนส่งด้วยต้นทุนต่ำ
อย่างไรก็ตามคำสั่งซื้อน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวโดยรวมในประเทศ ที่จะส่งมอบไตรมาสแรกปี 2559 มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเข้ามาแล้วมากกว่า 50% หรือไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน(ตามปกติส่งออกน้ำตาลไม่ต่ำกว่า7ล้านตันต่อปี) เป็นการขานรับราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จากที่น้ำตาลทรายดิบราคาเฉลี่ยอยู่ที่11-12 เซ็นต์ต่อปอนด์ ก็ขยับขึ้นมาเหนือระดับ 15 เซ็นต์ต่อปอนด์แล้วในขณะนี้ เช่นเดียวกับน้ำตาลทรายขาวราคาขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากที่ราคาเคยลงไปอยู่ที่ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สะท้อนให้เห็นว่าอ้อยเป็นพืชตัวเดียวที่ราคายังปรับตัวดีขึ้น
สอดคล้องกับที่นายโสภณ ถิระบัญชาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามบริท จำกัด ผู้ค้าน้ำตาลส่งออก กล่าวว่า หยวนอ่อนค่าไม่มีผลต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลที่ไทยส่งออกไปจีน เพราะจีนขาดแคลนน้ำตาล และปี2559 จีนหันไปปลูกพืชอื่นๆแทนอ้อยมากขึ้นทำให้กำลังผลิตภายในประเทศลดลง ส่วนการนำเข้าน้ำตาลจากจีนในแต่ละปีตัวเลขการนำเข้าจะไม่นิ่งขึ้นอยู่ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลก ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ เป็นปัจจัยประกอบด้วย
แหล่งข่าวจากผู้ผลิตน้ำตาลกล่าวว่าฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลปี2558/2559 จะเป็นปีที่น่าห่วงเพราะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วโลก หากไม่มีน้ำก็ไม่สามารถปลูกอ้อยได้ สำหรับการผลิตอ้อยในประเทศคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยรวมกันทั้งสิ้น 101 ล้านตันอ้อย ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้อยู่ที่ 106 ล้านตันอ้อย จากเดิมที่มีปริมาณอ้อย 106 ล้านตันอ้อย สามารถผลิตน้ำตาลได้ราว 11.33 ล้านตันน้ำตาล ปี 2558/2559 ผลิตอ้อยได้ 101 ล้านตันอ้อย จะผลิตน้ำตาลได้ราว 10 ล้านตันน้ำตาล ในจำนวนนี้จะส่งออกน้ำตาลได้ราว 7-7.5 ล้านตัน และใช้สำหรับบริโภคภายในประเทศราว 2.5 ล้านตัน
ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด หรือ TSMC กล่าวว่า ถ้าค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินหยวนอ่อนค่าเหมือนกัน ไม่ต่างกันมากก็ไม่กระทบต่อน้ำตาลส่งออกไปจีน และสินค้าที่ส่งออกจะขึ้นอยู่ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกและคุณภาพน้ำตาล รวมถึงค่าขนส่งที่ขณะนี้ต้นทุนถูกลงตามราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตามปี 2559 จะเริ่มมองเห็นสัญญาณบวกของราคาน้ำตาลที่ขณะนี้เริ่มขยับขึ้นไปอยู่ที่ 14-15 เซ็นต่อปอนด์ โดยราคาขึ้นอยู่กับซัพพลายน้ำตาลของโลก ซึ่งในปี 2559 ปริมาณน้ำตาลโลกที่ออกมาซัพพลายในตลาดน้อยกว่าการบริโภคของโลก ยิ่งทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำตาลทรายดิบค่อยๆขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 15 เซ็นต่อปอนด์
"ความจริงแล้วราคาน้ำตาลทรายดิบควรจะไต่ระดับขึ้นไปที่ 20 เซ็นต์ต่อปอนด์ แต่เป็นเพราะยังมีสต๊อกน้ำตาลโลกอยู่มาก โดยข้อมูลจากองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศหรือไอเอสโอ ระบุว่ามีน้ำตาลในสต๊อกถึง 81 ล้านตันน้ำตาล ทำให้ราคาน้ำตาลยังขยับตัวสูงขึ้นยังไม่มากเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เปิดเผยว่า ที่ประชุมกลุ่มพันธมิตรเพื่อการปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก (Global Sugar Alliance: GSA) ประจำปี 2558 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่โลก (คิดเป็นสัดส่วน 85% ของการส่งออกน้ำตาลจากอ้อยในตลาดโลก) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บราซิล ไทย อินเดีย ชิลี กัวเตมาลาโคลอมเบีย และแอฟริกาใต้ ได้แสดงความกังวลต่อการประกาศอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา และไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 2 ของโลกมีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย จึงร้องขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบมาตรการอุดหนุนของอินเดีย และพิจารณาดำเนินการยื่นข้อเรียกร้องต่อ WTO เนื่องจากขัดต่อหลักปฏิบัติภายใต้ WTO อย่างชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,122 วันที่ 14 - 16 มกราคม พ.ศ. 2559
นายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด เปิดเผยว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน ไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลส่งออก เนื่องจากขณะนี้จีนต้องการนำเข้าน้ำตาลจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลในจีนมีน้อยลง ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้ง จากที่ผลิตภายในประเทศได้ 10.5 ล้านตัน ปีนี้จะหายไปราว 1-1.5 ล้านตัน จากที่ก่อนหน้านี้จีนเคยมีกำลังผลิตในประเทศมากถึง14-15ล้านตัน ใกล้เคียงกับที่จีนมีการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศมากถึง 15 ล้านตัน จึงคาดว่า ปีนี้จีนจะเพิ่มการนำเข้าน้ำตาลจากไทยมากขึ้นหรือไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่นำเข้าประมาณ 8-9 แสนตันต่อปี เพราะอยู่ในแหล่งผลิตที่ใกล้จีนที่สุดทำให้สะดวกต่อการขนส่งด้วยต้นทุนต่ำ
อย่างไรก็ตามคำสั่งซื้อน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวโดยรวมในประเทศ ที่จะส่งมอบไตรมาสแรกปี 2559 มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเข้ามาแล้วมากกว่า 50% หรือไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน(ตามปกติส่งออกน้ำตาลไม่ต่ำกว่า7ล้านตันต่อปี) เป็นการขานรับราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น จากที่น้ำตาลทรายดิบราคาเฉลี่ยอยู่ที่11-12 เซ็นต์ต่อปอนด์ ก็ขยับขึ้นมาเหนือระดับ 15 เซ็นต์ต่อปอนด์แล้วในขณะนี้ เช่นเดียวกับน้ำตาลทรายขาวราคาขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากที่ราคาเคยลงไปอยู่ที่ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สะท้อนให้เห็นว่าอ้อยเป็นพืชตัวเดียวที่ราคายังปรับตัวดีขึ้น
สอดคล้องกับที่นายโสภณ ถิระบัญชาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามบริท จำกัด ผู้ค้าน้ำตาลส่งออก กล่าวว่า หยวนอ่อนค่าไม่มีผลต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลที่ไทยส่งออกไปจีน เพราะจีนขาดแคลนน้ำตาล และปี2559 จีนหันไปปลูกพืชอื่นๆแทนอ้อยมากขึ้นทำให้กำลังผลิตภายในประเทศลดลง ส่วนการนำเข้าน้ำตาลจากจีนในแต่ละปีตัวเลขการนำเข้าจะไม่นิ่งขึ้นอยู่ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลก ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ เป็นปัจจัยประกอบด้วย
แหล่งข่าวจากผู้ผลิตน้ำตาลกล่าวว่าฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลปี2558/2559 จะเป็นปีที่น่าห่วงเพราะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วโลก หากไม่มีน้ำก็ไม่สามารถปลูกอ้อยได้ สำหรับการผลิตอ้อยในประเทศคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยรวมกันทั้งสิ้น 101 ล้านตันอ้อย ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้อยู่ที่ 106 ล้านตันอ้อย จากเดิมที่มีปริมาณอ้อย 106 ล้านตันอ้อย สามารถผลิตน้ำตาลได้ราว 11.33 ล้านตันน้ำตาล ปี 2558/2559 ผลิตอ้อยได้ 101 ล้านตันอ้อย จะผลิตน้ำตาลได้ราว 10 ล้านตันน้ำตาล ในจำนวนนี้จะส่งออกน้ำตาลได้ราว 7-7.5 ล้านตัน และใช้สำหรับบริโภคภายในประเทศราว 2.5 ล้านตัน
ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด หรือ TSMC กล่าวว่า ถ้าค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินหยวนอ่อนค่าเหมือนกัน ไม่ต่างกันมากก็ไม่กระทบต่อน้ำตาลส่งออกไปจีน และสินค้าที่ส่งออกจะขึ้นอยู่ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกและคุณภาพน้ำตาล รวมถึงค่าขนส่งที่ขณะนี้ต้นทุนถูกลงตามราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตามปี 2559 จะเริ่มมองเห็นสัญญาณบวกของราคาน้ำตาลที่ขณะนี้เริ่มขยับขึ้นไปอยู่ที่ 14-15 เซ็นต่อปอนด์ โดยราคาขึ้นอยู่กับซัพพลายน้ำตาลของโลก ซึ่งในปี 2559 ปริมาณน้ำตาลโลกที่ออกมาซัพพลายในตลาดน้อยกว่าการบริโภคของโลก ยิ่งทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำตาลทรายดิบค่อยๆขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 15 เซ็นต่อปอนด์
"ความจริงแล้วราคาน้ำตาลทรายดิบควรจะไต่ระดับขึ้นไปที่ 20 เซ็นต์ต่อปอนด์ แต่เป็นเพราะยังมีสต๊อกน้ำตาลโลกอยู่มาก โดยข้อมูลจากองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศหรือไอเอสโอ ระบุว่ามีน้ำตาลในสต๊อกถึง 81 ล้านตันน้ำตาล ทำให้ราคาน้ำตาลยังขยับตัวสูงขึ้นยังไม่มากเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เปิดเผยว่า ที่ประชุมกลุ่มพันธมิตรเพื่อการปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก (Global Sugar Alliance: GSA) ประจำปี 2558 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่โลก (คิดเป็นสัดส่วน 85% ของการส่งออกน้ำตาลจากอ้อยในตลาดโลก) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บราซิล ไทย อินเดีย ชิลี กัวเตมาลาโคลอมเบีย และแอฟริกาใต้ ได้แสดงความกังวลต่อการประกาศอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา และไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 2 ของโลกมีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย จึงร้องขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบมาตรการอุดหนุนของอินเดีย และพิจารณาดำเนินการยื่นข้อเรียกร้องต่อ WTO เนื่องจากขัดต่อหลักปฏิบัติภายใต้ WTO อย่างชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,122 วันที่ 14 - 16 มกราคม พ.ศ. 2559






