
ดอกเบี้ยเฟดแซง FX ล่วงหน้าติดลบแนะเฮดจ์กลับข้าง
ทีเอ็มบีจับตาดอกเบี้ยเฟดสูงกว่าไทยชี้ทิศอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าติดลบปี60-61 เตือนผู้ส่งออก-นำเข้าป้องเสี่ยงค่าเงินกลับข้าง ระบุผู้ส่งออกทำเฮดจ์สั้น-ฝั่งนำเข้าเน้นยาวขึ้น ขณะค่ายกสิกรไทยชี้โจทย์ครึ่งหลังยังท้าทาย
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า จากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งหลังปี2561 เป็นระดับ 2.00% จาก 1.5% ซึ่งจะสะท้อนสัญญาณอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับข้างเป็นครั้งแรกใน 10 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเฟด ใกล้เคียงหรือมีแนวโน้มแซงหน้าอัตราดอกเบี้ยไทย เหล่านี้จะสะท้อนส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Point) แคบลง โดยปีนี้และปี 2561 จะเริ่มเห็น Forward Point จะติดลบเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ผู้ส่งออกทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) สั้นลง โดยจากเดิมที่เคยป้องกันอยู่ที่ 3-12 เดือนเหลือเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ส่วนผู้นำเข้าจะหันกลับมาทำHedgingระยะยาวมากขึ้น ซึ่งเป็นการกลับข้างของการป้องกันความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงครึ่งแรกของปีไหลเข้ามาประมาณ 1.7 แสนล้านบาท คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจะไหลเข้าน้อยกว่าช่วงครึ่งปีแรก
“ปี 2554 Spot Rate อยู่ที่ 31.430 บาท แต่อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า 6 เดือน อยู่ที่ 31.755 บาท จะเห็นส่วนต่างอัตราปัจจุบันและอัตราล่วงหน้า หรือ Forward Point อยู่ที่ 0.325 บาท แต่ตัวเลขเดือนมิถุนายนปี2560 Forward Point ติดลบอยู่ที่ 0.003 บาท สะท้อนสัญญาณส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและเฟดแคบลง ดังนั้นผู้นำเข้าและส่งออกจะต้องพิจารณาให้ดี”
ทั้งนี้ทีเอ็มบีมองกรอบเงิน บาทมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯอย่างไรก็ตาม กรณีเฟด ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมากกว่า 1 ครั้ง และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทำมาตรการผ่อนคลายนโยบายเชิงปริมาณ (QE) รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งทำมาตรการภาษี อาจจะเป็นปัจจัยให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าทะลุ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า จากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งหลังปี2561 เป็นระดับ 2.00% จาก 1.5% ซึ่งจะสะท้อนสัญญาณอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับข้างเป็นครั้งแรกใน 10 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเฟด ใกล้เคียงหรือมีแนวโน้มแซงหน้าอัตราดอกเบี้ยไทย เหล่านี้จะสะท้อนส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Point) แคบลง โดยปีนี้และปี 2561 จะเริ่มเห็น Forward Point จะติดลบเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ผู้ส่งออกทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) สั้นลง โดยจากเดิมที่เคยป้องกันอยู่ที่ 3-12 เดือนเหลือเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ส่วนผู้นำเข้าจะหันกลับมาทำHedgingระยะยาวมากขึ้น ซึ่งเป็นการกลับข้างของการป้องกันความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงครึ่งแรกของปีไหลเข้ามาประมาณ 1.7 แสนล้านบาท คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจะไหลเข้าน้อยกว่าช่วงครึ่งปีแรก
“ปี 2554 Spot Rate อยู่ที่ 31.430 บาท แต่อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า 6 เดือน อยู่ที่ 31.755 บาท จะเห็นส่วนต่างอัตราปัจจุบันและอัตราล่วงหน้า หรือ Forward Point อยู่ที่ 0.325 บาท แต่ตัวเลขเดือนมิถุนายนปี2560 Forward Point ติดลบอยู่ที่ 0.003 บาท สะท้อนสัญญาณส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและเฟดแคบลง ดังนั้นผู้นำเข้าและส่งออกจะต้องพิจารณาให้ดี”
ทั้งนี้ทีเอ็มบีมองกรอบเงิน บาทมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯอย่างไรก็ตาม กรณีเฟด ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมากกว่า 1 ครั้ง และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทำมาตรการผ่อนคลายนโยบายเชิงปริมาณ (QE) รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งทำมาตรการภาษี อาจจะเป็นปัจจัยให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าทะลุ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






