thansettakij
thansettakij
‘PDI’มองหาธุรกิจใหม่ หวังผลตอบแทน 7-10% สต๊อกสังกะสีสร้างกำไรอีก 2 ปี

‘PDI’มองหาธุรกิจใหม่ หวังผลตอบแทน 7-10% สต๊อกสังกะสีสร้างกำไรอีก 2 ปี

09 ก.ค. 60 | 02:00 น.
ผาแดง หมดสัมปทานสังกะสี มองหาโอกาสจากธุรกิจใหม่ เล็งใช้เทคโนโลยีต่างประเทศ กำจัดของใช้แล้วทิ้ง คู่แข่งน้อย ผลตอบแทนสูง ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งไทยและญี่ปุ่นสร้างรายได้ตามแผน

นายสดาวุธ เตชะอุบล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI เปิดเผยว่า สัมปทานถลุงแร่สังกะสีของบริษัทหมดลงแล้วและปิดเหมืองไปตั้งแต่ไตรมาส1/2560 โดย มีสต๊อกเหลืออยู่ 15,000 ตัน สามารถสร้างรายได้และกำไรได้อีก 1-2 ปี ขณะเดียว กันบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปสู่ธุ รกิจสีเขียว ทั้งพลังงานทดแทนและการกำจัดของใช้แล้วทิ้ง อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เข็มฉีดยา โดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาจัดการให้มีคุณภาพดีขึ้นแล้วขายต่อ สามารถสร้างผลตอบแทนสูงและมีคู่แข่งน้อย

[caption id="attachment_174811" align="aligncenter" width="399"] สดาวุธ เตชะอุบล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI สดาวุธ เตชะอุบล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI[/caption]

“ผาแดงมีเงินสดในมือเกือบ 3,000 ล้านบาท พร้อมที่จะลงทุนหากพบโครงการที่ดี ซึ่ง ฝ่ายบริหารมองว่าโครงการนั้นมีความเสี่ยงที่พอรับได้ สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ต้องมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 7-10% เราไม่อยากทำอะไรที่แข่ง ขันสูง จึงต้องหาธุรกิจที่เมืองไทยยังไม่มี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง มองหาโอกาสในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจวัสดุรีไซเคิล เป็นการลงทุนที่ต้องรอเวลา 2-3 ปี ถึงจะรับรู้รายได้ได้ ส่วนธุรกิจสังกะสีในอนาคต เราอาจจะนำเข้ามาแล้วขายต่อ เพื่อให้บริการลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน” นายสดาวุธกล่าว

ส่วนการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 3 โครงการ โรงไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2.27 เมกะวัตต์ ขณะนี้สร้างรายได้แล้ว ส่วนแห่งที่สอง 10.73 เมกะวัตต์ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3/2560 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดตาก ขนาด 6.3 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าในอนาคต หากได้รับผลตอบแทนตํ่าจะไม่ลงทุน เพราะสามารถนำเงินที่อยู่ไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่า

นายสดาวุธกล่าวถึงสังกะสีในสต๊อกว่าจะสร้างรายได้และกำไรที่มั่นคงได้อีก 1-2 ปี โดยได้รับอานิสงส์จากราคา สังกะสีในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาเริ่มขยับมาอย่างเด่นชัดตั้งแต่ต้นปี 2559 จากค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1,676 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2,754 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 64% ซึ่งบทวิเคราะห์จากต่างประเทศคาดการณ์ราคาสังกะสีในตลาดโลกสิ้นปีนี้ จะยืนเหนือระดับ 2,800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และในปีหน้าจะมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก คาดราคาจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2,950 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ในอดีตราคาสังกะสีในตลาดโลกเคยปรับตัวสูงเหนือระดับราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ทั้งนี้ราคาสังกะสีในตลาดโลกเพิ่มขึ้นมาจากปริมาณความต้องการสูง ขณะที่สต๊อกในตลาดโลกที่คลังสินค้า (LME) อยู่ในระดับค่อนข้างตํ่า

“การทรงตัวในระดับสูงของราคาสังกะสี ส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อผลงานของผาแดง ทั้งรายได้และกำไรที่จะเติบโตก้าวกระโดด ใน 1-2 ปีจากนี้ โดยเห็นภาพที่เด่นชัดได้จากกำไรสุทธิในไตรมาสแรกปีนี้ที่ทำได้มากถึง 312 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 30 ล้านบาท เป็นการเติบโตมากถึง 940% และปัจจุบันราคาสังกะสีก็ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้น บริษัทยังมีสินทรัพย์ที่ดีซ่อนอยู่มาก เช่น ที่ดิน ที่ลงบัญชีในต้นทุนที่ซื้อมา ยังไม่มีการประเมินราคาใหม่แต่อย่างใด” นายสดาวุธกล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market