
กองหุ้นทั่วโลก90%แพ้ตลาด ผลวิจัยแฉค่าธรรมเนียมสูงฉุดกำไร หนุน ETF โต
บลจ.บางกอกแคปปิตอลฯ เผยผลสำรวจกองทุนทั่วโลกพบ90% ผลงานแพ้ตลาด มองหุ้นไทยช่วงที่เหลือปีนี้แจกกำไร 4% แนะกระจายลงทุนยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี เพิ่มผลตอบแทน รอบนี้เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินยังไม่ไหลเข้ามา
นายธนาวุฒิ พรโรจนางกูร หัวหน้าสายงานจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางกอกแคปปิตอลฯ หรือ BCAP เปิดเผยว่า ผลวิจัยกองทุนรวมทั่วโลกของสถาบันชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง พบว่าในช่วง20 ปี ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเกินกว่า80% สร้างผลตอบแทนจากการบริหารจัดการกองทุนแพด้ ชั นีตลาดเมื่อเทียบ5 ปีและ 10 ปีย้อนหลังหรือมีสัดส่วนเกือบ 90% หากรวมกับกองทุนที่ปิดตัวไปแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียม(ฟี) บริหารจัดการกองทุนที่เก็บในอัตราสูง ส่งผลให้ 10 ปีที่ผ่านมาตลาดกองทุนรวมทั่วโลกปรับตัวลดลงสวนตลาดกองทุนอีทีเอฟ (ETF) ทั่วโลกเติบโตปีละ 2 หลัก
“อีทีเอฟคิดค่าฟีบริหารจัดการตํ่ากว่ากองทุนทั่วไป อย่างกองทุนในต่างประเทศคิดเท่าๆ กับไทยเฉลี่ย 1.5%ต่อปี ส่วนกองทุนหุ้นขนาดเล็กของไทยเฉลี่ย 2% ต่อปี สูงมาก ขณะที่อีทีเอฟลงทุนตามดัชนีอ้างอิงระยะยาวสร้างผลดำเนินงานที่ดี จึงเป็นเทรนด์ทั่วโลกซึ่งมองว่าเป็นพื้นฐานการลงทุนที่นักลงทุนไทยควรเปลี่ยนไปเช่นกัน” นายธนาวุฒิ กล่าว
[caption id="attachment_161739" align="aligncenter" width="335"]
ธนาวุฒิ พรโรจนางกูรหัวหน้าสายงานจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)[/caption]
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 4% โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 10% ในปีนี้ ขณะที่ต้นปีจนถึงปัจจุบันผลตอบแทน4% รวมเงินปันผล ต่างจากตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกให้ผลตอบแทนสูงถึง20% เนื่องจากปีที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นไปมาก จึงแนะนำจัดพอร์ตกระจายลงทุนไปต่างประเทศ โดยมองยุโรปและญี่ปุ่นน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนและน่าจะได้อานิสงส์จากเงินไหลเข้า ต่างจากสหรัฐฯขึ้นไปสูงมากจากความคาดหวังนโยบายทรัมป์
ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย แนะนำเกาหลีใต้ มองระยะกลางราคาหุ้นยังถูกเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลก เช่น ซัมซุง ฮุนได คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
“การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้เฟดอาจยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแผ่วลง ประกอบกับนโยบายของทรัมป์ยังไม่มีอะไรออกมาตามตลาดคาด เห็นได้จากผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวลงมาอยู่ในระดับเดิมก่อนที่จะขึ้นไปรับข่าวทรัมป์ โดยมองปีนี้เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากที่ตลาดคาดไว้ 1-2 ครั้ง” นายธนาวุฒิกล่าว
นอกจากนี้หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ เชื่อว่าเงินลงทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาไม่มาก เพราะตลาดรับรู้ปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองสหรัฐฯไปพอสมควร และที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาพักมากกว่าเก็งกำไรโดยปกติช่วงดอกเบี้ยกำลังปรับขึ้น นักลงทุนจะยังไม่โยกเงินลงทุนเข้าไปทันทีแต่จะรอดอกเบี้ยทรงตัวก่อน รวมทั้งมองว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอาจอ่อนค่าอีกสักพักก่อนทิศทางดอกเบี้ยเฟดชัดเจน
สำหรับแผนงานบริษัทในครึ่งปีหลังจะเปิดตัวกองทุนอีทีเอฟอีก 5กองทุน โดยได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดตั้งกองทุนอีทีเอฟลงทุนหุ้นขนาดเล็กบนดัชนี sSET Index ของตลาดหลักทรัพย์ฯคาดว่าจะเปิดขายปลายเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้มีแผนออกกองทุนอีทีเอฟหุ้นธรรมาภิบาล, อีทีเอฟหุ้น Smart Dividend หุ้นปันผลสูงที่มีสภาพคล่องอีทีเอฟหุ้นสไตล์ Value Investor โดยร่วมมือกับสถาบันชั้นนำของโลกสร้างดัชนีขึ้นและในระยะยาวจะออกกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศและเฮดจ์ฟันด์ โดยคาดว่าจากนี้จนถึงกลางปี 2561 จะออกได้ 10 กองทุน
“เราต้องการปักธงชัดเจนว่าต่อไปนี้ เมื่อนักลงทุนเห็นอีทีเอฟจะมีทางเลือกหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนรุ่นใหม่ โดยจะเก็บค่าฟีบริหารจัดการกองทุนไม่เกิน 1%” นายธนาวุฒิกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
นายธนาวุฒิ พรโรจนางกูร หัวหน้าสายงานจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางกอกแคปปิตอลฯ หรือ BCAP เปิดเผยว่า ผลวิจัยกองทุนรวมทั่วโลกของสถาบันชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง พบว่าในช่วง20 ปี ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเกินกว่า80% สร้างผลตอบแทนจากการบริหารจัดการกองทุนแพด้ ชั นีตลาดเมื่อเทียบ5 ปีและ 10 ปีย้อนหลังหรือมีสัดส่วนเกือบ 90% หากรวมกับกองทุนที่ปิดตัวไปแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียม(ฟี) บริหารจัดการกองทุนที่เก็บในอัตราสูง ส่งผลให้ 10 ปีที่ผ่านมาตลาดกองทุนรวมทั่วโลกปรับตัวลดลงสวนตลาดกองทุนอีทีเอฟ (ETF) ทั่วโลกเติบโตปีละ 2 หลัก
“อีทีเอฟคิดค่าฟีบริหารจัดการตํ่ากว่ากองทุนทั่วไป อย่างกองทุนในต่างประเทศคิดเท่าๆ กับไทยเฉลี่ย 1.5%ต่อปี ส่วนกองทุนหุ้นขนาดเล็กของไทยเฉลี่ย 2% ต่อปี สูงมาก ขณะที่อีทีเอฟลงทุนตามดัชนีอ้างอิงระยะยาวสร้างผลดำเนินงานที่ดี จึงเป็นเทรนด์ทั่วโลกซึ่งมองว่าเป็นพื้นฐานการลงทุนที่นักลงทุนไทยควรเปลี่ยนไปเช่นกัน” นายธนาวุฒิ กล่าว
[caption id="attachment_161739" align="aligncenter" width="335"]
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 4% โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 10% ในปีนี้ ขณะที่ต้นปีจนถึงปัจจุบันผลตอบแทน4% รวมเงินปันผล ต่างจากตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกให้ผลตอบแทนสูงถึง20% เนื่องจากปีที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นไปมาก จึงแนะนำจัดพอร์ตกระจายลงทุนไปต่างประเทศ โดยมองยุโรปและญี่ปุ่นน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนและน่าจะได้อานิสงส์จากเงินไหลเข้า ต่างจากสหรัฐฯขึ้นไปสูงมากจากความคาดหวังนโยบายทรัมป์
ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย แนะนำเกาหลีใต้ มองระยะกลางราคาหุ้นยังถูกเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลก เช่น ซัมซุง ฮุนได คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
“การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้เฟดอาจยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแผ่วลง ประกอบกับนโยบายของทรัมป์ยังไม่มีอะไรออกมาตามตลาดคาด เห็นได้จากผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวลงมาอยู่ในระดับเดิมก่อนที่จะขึ้นไปรับข่าวทรัมป์ โดยมองปีนี้เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากที่ตลาดคาดไว้ 1-2 ครั้ง” นายธนาวุฒิกล่าว
นอกจากนี้หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ เชื่อว่าเงินลงทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาไม่มาก เพราะตลาดรับรู้ปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองสหรัฐฯไปพอสมควร และที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาพักมากกว่าเก็งกำไรโดยปกติช่วงดอกเบี้ยกำลังปรับขึ้น นักลงทุนจะยังไม่โยกเงินลงทุนเข้าไปทันทีแต่จะรอดอกเบี้ยทรงตัวก่อน รวมทั้งมองว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอาจอ่อนค่าอีกสักพักก่อนทิศทางดอกเบี้ยเฟดชัดเจน
สำหรับแผนงานบริษัทในครึ่งปีหลังจะเปิดตัวกองทุนอีทีเอฟอีก 5กองทุน โดยได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดตั้งกองทุนอีทีเอฟลงทุนหุ้นขนาดเล็กบนดัชนี sSET Index ของตลาดหลักทรัพย์ฯคาดว่าจะเปิดขายปลายเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้มีแผนออกกองทุนอีทีเอฟหุ้นธรรมาภิบาล, อีทีเอฟหุ้น Smart Dividend หุ้นปันผลสูงที่มีสภาพคล่องอีทีเอฟหุ้นสไตล์ Value Investor โดยร่วมมือกับสถาบันชั้นนำของโลกสร้างดัชนีขึ้นและในระยะยาวจะออกกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศและเฮดจ์ฟันด์ โดยคาดว่าจากนี้จนถึงกลางปี 2561 จะออกได้ 10 กองทุน
“เราต้องการปักธงชัดเจนว่าต่อไปนี้ เมื่อนักลงทุนเห็นอีทีเอฟจะมีทางเลือกหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนรุ่นใหม่ โดยจะเก็บค่าฟีบริหารจัดการกองทุนไม่เกิน 1%” นายธนาวุฒิกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560






