
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ชี้ชะตา 'ทรัมป์' สะเทือนนโยบาย America First
ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 3 พ.ย. 69 เดิมพันครั้งสำคัญของโดนัลด์ ทรัมป์ ผลเลือกตั้งชี้ทิศทางนโยบายภาษี สงครามการค้า และการลงทุนโลก หากเดโมแครตพลิกคุมสภา อาจเพิ่มแรงต้านนโยบาย America First พร้อมส่งแรงกระเพื่อมถึงไทย ทั้งภาคส่งออกและการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นบททดสอบอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นตัวชี้วัดว่านโยบาย “America First” จะเดินหน้าต่อได้หรือเผชิญแรงต้านจากสภาคองเกรส
- ผลการเลือกตั้งจะตัดสินว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันกฎหมายด้านเศรษฐกิจ การค้า และงบประมาณ
- หากพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาควบคุมสภาได้ จะทำให้รัฐบาลเผชิญการตรวจสอบที่เข้มข้นและมีข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่านโยบายของทรัมป์จะถูกยกเลิกทันที
- ผลลัพธ์การเลือกตั้งจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อประเทศคู่ค้าอย่างไทย โดยเฉพาะประเด็นการขาดดุลการค้า
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กำลังกลายเป็นศึกการเมืองครั้งสำคัญที่ทั่วโลกจับตา เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสตามวาระ แต่เป็นบททดสอบอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 และเป็นตัวชี้วัดว่าทิศทางนโยบาย “America First” จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง หรือเผชิญแรงต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติ
การเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดทิศทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไป โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การค้า ภาษี การลงทุน และงบประมาณ รวมถึงบทบาทของสหรัฐ ต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนมีผลต่อบรรยากาศเศรษฐกิจและการค้าโลก
วัดพลังทรัมป์กลางเทอม
การเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Elections จะจัดขึ้นทุก 4 ปีในช่วงกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี โดยครั้งนี้ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง ประกอบด้วยที่นั่งตามวาระปกติ 33 ที่นั่ง และการเลือกตั้งพิเศษอีก 2 ที่นั่ง เพื่อกำหนดองค์ประกอบของสภาคองเกรสชุดใหม่ที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570
ก่อนการเลือกตั้ง พรรครีพับลิกันของทรัมป์ยังครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา โดยสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกรีพับลิกัน 218 คน เดโมแครต 214 คน สมาชิกอิสระ 1 คน และที่นั่งว่าง 2 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภามีรีพับลิกัน 53 คน เดโมแครต 45 คน และสมาชิกอิสระ 2 คน ซึ่งทั้งสองคนร่วมกลุ่มกับเดโมแครตในการจัดตั้งเสียงข้างมากเพื่อการดำเนินงานของสภา
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารีพับลิกันมีเสียงข้างมากที่ไม่ห่างมากนัก โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคใกล้เคียงกัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่นั่งเพียงไม่กี่ที่นั่งอาจส่งผลต่อการควบคุมสภาได้ทันที ส่วนในวุฒิสภาพรรคเดโมแครตต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งสุทธิอีก 4 ที่นั่ง จึงจะมีเสียงข้างมาก 51 เสียงจากสมาชิกทั้งหมด 100 คน
ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยู่ที่การรักษาอำนาจของรีพับลิกันในสภาคองเกรส หากพรรคยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทรัมป์จะมีความได้เปรียบในการผลักดันกฎหมายและงบประมาณตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่หากเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ ก็จะทำให้การบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่เหลือมีข้อจำกัดมากขึ้น
เศรษฐกิจเดิมพันคะแนนเสียง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการแข่งขันทางการเมือง คือความรู้สึกของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลงานของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งเงินเฟ้อ ราคาสินค้า ภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ตลอดจนผลกระทบจากนโยบายภาษีและมาตรการทางการค้า
นโยบาย America First ที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมและแรงงานอเมริกัน ผ่านการใช้มาตรการภาษีนำเข้า การเจรจาต่อรองทางการค้า และการดึงดูดการลงทุนกลับสู่สหรัฐ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประเทศคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคภายในประเทศ หากภาษีนำเข้าถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและวัตถุดิบ
ขณะเดียวกัน ทิศทางเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงกับนโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐ การลดภาษี และการจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคง หากรีพับลิกันยังคุมสภาได้ รัฐบาลจะมีโอกาสผลักดันมาตรการเหล่านี้ต่อเนื่อง แต่หากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก การอนุมัติงบประมาณและกฎหมายสำคัญอาจต้องผ่านการต่อรองมากขึ้น
ดังนั้น คะแนนเสียงของประชาชนจึงไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความนิยมต่อประธานาธิบดี แต่ยังเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับทิศทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าหรือไม่ และต้องการให้มีการปรับสมดุลนโยบายในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลหรือเปล่า
พลิกขั้วสภา เพิ่มแรงต้านทำเนียบขาว
สำหรับผลการเลือกตั้งสามารถนำไปสู่ 3 ฉากทัศน์สำคัญ ฉากทัศน์แรก รีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ซึ่งจะทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ทางการเมืองในการผลักดันนโยบายต่อเนื่อง ทั้งมาตรการภาษี การลดภาษีภายในประเทศ การใช้จ่ายด้านความมั่นคง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแนวทาง America First
ฉากทัศน์ที่สอง เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่รีพับลิกันยังคุมวุฒิสภา กรณีนี้จะทำให้รัฐบาลเผชิญแรงตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณ การสอบสวนการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร และการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลยังต้องผ่านกระบวนการในวุฒิสภา ซึ่งรีพับลิกันยังคงมีอำนาจอยู่
ฉากทัศน์ที่สาม เดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา จะเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของทรัมป์ เพราะทำให้การผลักดันกฎหมายและงบประมาณต้องเผชิญแรงต่อรองจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเพิ่มโอกาสที่รัฐบาลจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตได้เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่านโยบายของทรัมป์จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายหลายด้าน และยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสได้ ผลเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนระดับความคล่องตัวและแรงต่อรองทางการเมือง มากกว่าจะทำให้ทิศทางนโยบายทั้งหมดพลิกกลับทันที
สงครามการค้าจับตาทิศทางภาษี
ประเด็นที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดคือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าและการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวทาง America First
หากรีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากได้ ทรัมป์จะมีแรงสนับสนุนทางการเมืองมากขึ้นในการเดินหน้านโยบายการค้าและมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้การดำเนินมาตรการภาษีบางประเภทจะอาศัยอำนาจฝ่ายบริหาร แต่การมีเสียงสนับสนุนในสภาย่อมช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง และเพิ่มความได้เปรียบในการผลักดันนโยบายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ในทางกลับกัน หากเดโมแครตเข้าควบคุมสภา การตรวจสอบมาตรการทางการค้าและผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจอเมริกันอาจเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนสินค้านำเข้า ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตสหรัฐ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้าไม่ควรคาดหวังว่าการเปลี่ยนขั้วสภาจะทำให้มาตรการภาษีของสหรัฐ ลดลงทันที เพราะนโยบายการค้าของประธานาธิบดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจตามกฎหมายของฝ่ายบริหาร กระบวนการเจรจา และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ ด้วย
ไทยรับแรงกระเพื่อมส่งออก-ลงทุน
สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ มีนัยสำคัญต่อการค้าและการลงทุน เนื่องจากสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และยังเป็นคู่เจรจาที่มีบทบาทต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดการขาดดุลการค้าและการเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกัน
ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในรายงาน National Trade Estimate Report 2026 ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐ นำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่า 91,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกสินค้าไปไทย 19,500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทย 71,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าไทยยังเป็นประเทศที่สหรัฐ ให้ความสำคัญในการติดตามประเด็นความสมดุลทางการค้า
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด เพราะประเด็นการขาดดุลการค้าและการเปิดตลาดยังเป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่มีโอกาสถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการเจรจากับประเทศคู่ค้าอยู่ตลอดเวลา
หากรีพับลิกันรักษาอำนาจในสภาได้ แนวทางการใช้ภาษีและการเจรจาเพื่อให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดแก่สินค้าสหรัฐ มีโอกาสเดินหน้าต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านภาษี กฎระเบียบ และเงื่อนไขการค้า ขณะที่หากเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภา อาจเพิ่มแรงตรวจสอบต่อมาตรการภาษีและผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐ จะเปลี่ยนทิศทางการค้ากับไทยไปในทางที่ผ่อนคลายลงโดยอัตโนมัติ
นอกจากการส่งออกแล้ว การเลือกตั้งยังมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก หากนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ มีความต่อเนื่อง นักลงทุนอาจประเมินทิศทางได้ชัดเจนขึ้น แต่หากเกิดภาวะชะงักงันทางการเมืองจากการต่อรองระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส ก็อาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการวัดคะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป็นการชี้ทิศทางอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาล ผลที่ออกมาจะบอกได้ว่า America First จะเดินหน้าต่ออย่างเต็มกำลัง หรือถูกจำกัดด้วยแรงต้านจากสภาคองเกรส และไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ประเทศคู่ค้าอย่างไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของนโยบายสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป







