thansettakij
thansettakij
‘ซีพีเอฟ’ ผนึก 5,500 คู่ค้า เร่งใช้ AI ทุกห่วงโซ่ เพิ่มขีดแข่งขันยุคดิจิทัล

‘ซีพีเอฟ’ ผนึก 5,500 คู่ค้า เร่งใช้ AI ทุกห่วงโซ่ เพิ่มขีดแข่งขันยุคดิจิทัล

01 พ.ย. 69 | 05:37 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 69 | 05:37 น.

ซีพีเอฟเร่งใช้ AI พลิกอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับมือโลกผันผวน ดันไทยสร้างมูลค่าเพิ่มแทนแข่งปริมาณ พร้อมยกระดับคู่ค้า 5,500 รายสู่พันธมิตรธุรกิจ ทุ่มลงทุนอีกปีละ 2-2.5 หมื่นล้านบาท ลุยกล้อง AI ทั่วองค์กร เพิ่มผลิตภาพและขีดแข่งขันตลาดโลก

KEY

POINTS

  • ซีพีเอฟเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงการวิเคราะห์ผู้บริโภค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ผนึกกำลังกับคู่ค้าและ SME กว่า 5,500 ราย ผ่านโครงการ "Partner to Grow" เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างการเติบโตร่วมกันในตลาดโลก
  • ทุ่มงบลงทุนปีละ 20,000-25,000 ล้านบาท เน้นด้านเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และ AI เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มผลิตภาพ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวปาฐกถาบนเวที Beyond Global Food : Innovating for a Food-Secure Future ภายใต้งาน CP Innovation Exposition พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางอุตสาหกรรมอาหารว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้อาหารมีความสำคัญในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) มากขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น ความไม่แน่นอนของผลผลิต และข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ ทำให้หลายประเทศเร่งสร้างหลักประกันด้านอาหาร ขณะที่ไทยมีข้อได้เปรียบจากฐานเกษตรกรรมและทำเลที่ตั้ง แต่ต้องยกระดับความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรม การเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรม และเครือข่ายตลาดโลก เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง

นายประสิทธิ์มองว่า ไทยต้องปรับจากการส่งออกอาหารที่เน้นปริมาณ หรือ Volume Position ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) และเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ด้วยเทคโนโลยี เพราะการส่งออกปริมาณมากไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงตามไปด้วย โดย CPF พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของ Team Thailand ผลักดันอาหารไทยให้แข่งขันในตลาดโลก

 ใช้ AI พลิกห่วงโซ่ ตั้งแต่พันธุศาสตร์ถึงผู้บริโภค

CPF วางยุทธศาสตร์นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เริ่มจากการพัฒนาพันธุศาสตร์ (Genetics) ทั้งข้าวโพด กุ้ง และสุกร ก่อนต่อยอดด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI ครอบคลุมการจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์และสัตว์น้ำ ฟาร์ม โรงงานแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การบริหารซัพพลายเชน ตลอดจนการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและการวิจัยพัฒนาสูตรอาหาร

‘ซีพีเอฟ’ ผนึก 5,500 คู่ค้า เร่งใช้ AI ทุกห่วงโซ่ เพิ่มขีดแข่งขันยุคดิจิทัล

นายประสิทธิ์ระบุว่า AI ระดับองค์กรต้องอาศัยข้อมูลเฉพาะของบริษัท แต่เทคโนโลยีช่วยให้วิเคราะห์และคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้าได้ดีขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจและยกระดับผลิตภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องควบคู่กับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ

สำหรับเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ให้ความสำคัญกับ AI เป็นวาระสูงสุด โดยนายประสิทธิ์ระบุว่า การประชุมภายในเครือกว่า 70-80% เป็นเรื่อง AI เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคที่สินค้าและบริการมีคุณภาพ คุ้มค่า และแข่งขันได้ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการใช้ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การผลิต การพัฒนาสูตรอาหาร ไปจนถึงการขาย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ด้านการผลิต โรงงานอาหารสัตว์มีความก้าวหน้าในการใช้ AI เชื่อมการทำงานของเครื่องจักร (Machine to Machine) เพื่อปรับรอบการผลิตและบริหารพลังงานโซลาร์ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาค่าไฟฟ้า ส่วนโรงงานอาหารตั้งเป้าสู่ No-Man Factory ขณะที่การพัฒนาบุคลากรแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Good User, BU Expert และ Top Expert โดยผู้บริหารและพนักงานต้องเรียนรู้ AI พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ McKinsey, BCG, Huawei, Tencent และ Muyuan

ผนึกคู่ค้า 5,500 ราย สร้างขีดแข่งขันไทย

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการเปลี่ยนบทบาท Supplier จากผู้ขายสินค้าให้กลายเป็น Partner ที่เติบโตและสร้างมูลค่าร่วมกัน โดย CPF มุ่งเป็น National Capability Builder หรือผู้สร้างขีดความสามารถให้ประเทศ ผ่านการยกระดับคู่ค้าและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

‘ซีพีเอฟ’ ผนึก 5,500 คู่ค้า เร่งใช้ AI ทุกห่วงโซ่ เพิ่มขีดแข่งขันยุคดิจิทัล

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ Partner to Grow ซึ่งมุ่งยกระดับคู่ค้าและ SME รวมกว่า 5,500 ราย ใน 5 ด้าน ได้แก่ การแบ่งปันองค์ความรู้ การควบคุมคุณภาพ การส่งทีมวิศวกรช่วยเพิ่มผลิตภาพ การบริหารต้นทุน และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ร่วมกันตลอด Value Chain

“Thailand is too small หรือประเทศไทยมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะแข่งขันในตลาดโลกได้เพียงลำพัง ภาคเอกชนจึงต้องร่วมมือกัน ยกระดับคู่ค้าจากผู้ส่งมอบสินค้าให้เป็นพันธมิตร เพื่อสร้างมูลค่าและเติบโตไปด้วยกัน”

ตัวอย่างการสร้างคุณค่าร่วมกันคือผลิตภัณฑ์ซอสสดที่ใช้มะนาวสดจาก SME ซึ่งทำงานร่วมกับ CPF มาราว 10 ปี บริษัทช่วยยกระดับมาตรฐานโรงงาน GMP/HACCP พร้อมรับซื้อผลผลิตทุกขนาด เพื่อลดการสูญเสียและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร

แนวทางรับซื้อดังกล่าวช่วยนำวัตถุดิบที่อาจจำหน่ายได้ยากมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกัน CPF ยังผลักดัน Smart Farm Solution เพื่อเปลี่ยนการทำเกษตรจากการพึ่งพาประสบการณ์ไปสู่แพลตฟอร์มฟาร์มอัจฉริยะ รวมถึงโครงการ Thai Chicken to Space (ไก่ไทยไปอวกาศ) ที่พัฒนาอาหารจากเนื้อไก่ตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสำหรับการใช้งานในอวกาศ โดยมีการวิจัยต่อเนื่องและได้รับการสนับสนุนจากกรมปศุสัตว์

 เร่งอาหารพร้อมทาน ขยายตลาดต่างประเทศ

ด้านทิศทางธุรกิจ CPF ให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหารแปรรูปและอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเติบโตสม่ำเสมอและสร้างกำไรได้ดี แต่ในส่วนของกลุ่มเนื้อสัตว์สดที่มีสัดส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เผชิญความผันผวนของวัฏจักรราคา โดยเฉพาะเนื้อหมูที่มีรอบขึ้นลงประมาณ 4-5 ปี จึงต้องประเมินผลการดำเนินงานในระยะยาว ไม่ยึดติดกับความผันผวนระยะสั้น

บริษัทเดินหน้าปรับปรุงสายพันธุ์และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมร่วมมือกับ Nipponham จากญี่ปุ่นเร่งพัฒนาหมูแปรรูป ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากรราว 120 ล้านคน และราคาเนื้อสัตว์สูงกว่าไทยประมาณ 20% ตามข้อมูลของผู้บริหาร จึงมีโอกาสสร้างทั้งปริมาณขายและความสามารถทำกำไร

สำหรับไก่ส่งออก CPF เน้นไก่แปรรูปมากกว่าไก่สด เนื่องจากไทยเสียเปรียบบราซิลด้านต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอยู่ที่ 5-6 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับไทยประมาณ 12 บาทต่อกิโลกรัม โดยข้าวโพดมีสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนอาหารสัตว์สัตว์สำหรับการเลี้ยงไก่ ขณะที่จุดแข็งของไทยอยู่ที่ทักษะการตัดแต่งเนื้อไก่ตามข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งต้องการความแม่นยำด้านรูปทรงและขนาดที่ระบบอัตโนมัติยังทำได้ไม่ครบถ้วน

ขณะเดียวกัน ปัญหาไข้หวัดนกในบราซิลซึ่งเป็นคู่แข่ง ช่วยให้ CPF ได้รับคำสั่งซื้อและมีมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นจากลูกค้าในยุโรป สะท้อนว่าความต่อเนื่องของซัพพลายเป็นปัจจัยสำคัญในธุรกิจอาหาร

ทุ่มลงทุน 2.5 หมื่นล้าน ลุยกล้อง AI ทั่วองค์กร

สำหรับปี 2027 CPF วางงบลงทุน (Capex) ราว 20,000-25,000 ล้านบาทต่อปี เน้นเครื่องจักร เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI และการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยงบ AI และทีมวิศวกรรมมีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ส่วนการลงทุนร่วมทุน จะแยกต่างหากเมื่อมีโอกาสทางธุรกิจ

ไฮไลต์สำคัญคือแผนติดตั้งกล้อง AI ครอบคลุมทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อเป็นดวงตาช่วยตรวจสอบและควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต เพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติและยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่งบ AI จะกระจายอยู่ในทุกฟังก์ชัน ตั้งแต่การผลิต การคำนวณสูตรอาหาร การกำหนดราคาขาย ไปจนถึงงานวิจัยและพัฒนา