thansettakij
thansettakij
CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าอาหารไทย ชูความมั่นคงทางอาหารเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก

CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าอาหารไทย ชูความมั่นคงทางอาหารเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก

22 ต.ค. 69 | 07:33 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 09:37 น.

CPF ชู AI เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารไทย รับโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ดันความมั่นคงทางอาหารเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมผนึกพันธมิตรและ SME ยกระดับขีดความสามารถไทยสู่ตลาดโลก

KEY

POINTS

  • CPF นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารไทย
  • CPF ชี้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
  • บริษัทมุ่งผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยร่วมมือกับพันธมิตรและ SME เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารไทย พร้อมชี้ว่า ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ความมั่นคงทางอาหารจะทวีความสำคัญจนกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยต้องเร่งยกระดับนวัตกรรมและผนึกกำลังภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่ตลาดโลก
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
 

นายประสิทธิ์กล่าวบนเวที Beyond Global Food : Innovating for a Food-Secure Future ภายใต้งาน CP Innovation Exposition ว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกและมีตำแหน่งทางการตลาดที่ดี แต่ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยังเน้นการแข่งขันด้วยปริมาณ หรือ Volume Position ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากยังมีรายได้ไม่สูงนัก เนื่องจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ยังดำเนินไปค่อนข้างช้า

ทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทยจึงต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับกระบวนการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรและผลผลิตที่มีอยู่เดิมให้มากขึ้น พร้อมขยายขีดความสามารถสู่ตลาดโลก ซึ่ง CPF พร้อมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของ Team Thailand ในการผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าว

อาหารจ่อเป็นยุทธศาสตร์โลก รับวิกฤตภูมิอากาศ

นายประสิทธิ์ประเมินว่า ในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า อาหารจะเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) ของโลกและของประเทศไทยที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น จากความท้าทายสำคัญทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม เกิดขึ้นบ่อยและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ที่นำไปสู่การแบ่งขั้วและข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศไม่อาจมองข้าม เพราะเมื่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศกระทบต่อการผลิตอาหาร ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการจัดหาอาหาร ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจเพิ่มข้อจำกัดในการค้าขายและการเข้าถึงทรัพยากรอาหาร

ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับบทบาทในระบบอาหารโลกจากรากฐานการผลิตและองค์กรสนับสนุนที่มีอยู่ แต่ต้องเร่งพัฒนาในหลายด้าน ทั้งความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) นวัตกรรมอาหาร (Food Innovation) การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอาหาร (Food Cluster) และการเชื่อมโยงกับตลาดโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

CPF ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ ดันมูลค่าอาหารไทย

สำหรับ CPF ซึ่งมีห่วงโซ่คุณค่าครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นายประสิทธิ์มองว่า AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจอาหาร โดยบริษัทเห็นโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การทำฟาร์ม การผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้าถึงลูกค้า การใช้ AI ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค การจัดการและคำนวณวัตถุดิบอาหารสัตว์ การดูแลการเลี้ยงสัตว์และสัตว์น้ำ ตลอดจนการนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทในการเพิ่มความรวดเร็วของงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการปรับแต่งสูตรอาหารทั้งอาหารสัตว์และอาหารสำหรับมนุษย์ ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างคุณค่าเพิ่มได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

การนำ AI มาใช้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานหรือการลดต้นทุน แต่เป็นการยกระดับกระบวนการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งสอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารไทยจากการแข่งขันด้วยปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าและผลิตภาพที่สูงขึ้น
CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าอาหารไทย ชูความมั่นคงทางอาหารเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก

ผนึกพันธมิตรสร้างขีดความสามารถ แข่งขันตลาดโลก

นายประสิทธิ์กล่าวว่า CPF ต้องการปรับบทบาทเป็น National Capability Builder หรือผู้สร้างขีดความสามารถระดับประเทศ เพราะการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้ ไม่สามารถเกิดจากการดำเนินงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง โดยเน้นย้ำว่า “Thailand is too small” ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการรวมพลังภาคธุรกิจและพันธมิตร เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในภาพรวม

แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองต่อซัพพลายเออร์ จากเดิมที่เป็นผู้ขายสินค้า มาเป็นคู่ค้า (Partner) ที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย CPF พร้อมสนับสนุนการยกระดับเครือข่ายผ่านแนวทางต่าง ๆ รวมถึง Smart Farm Solution ที่นำองค์ความรู้มาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการจัดการฟาร์มอัจฉริยะ ลดการพึ่งพาประสบการณ์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว และมุ่งสร้างความยั่งยืนในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการไก่ไทยไปอวกาศ (Thai Chicken to Space) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้าง Thailand Brand และยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยในระดับสากล โครงการนี้ใช้เวลาหลายปีในการผ่านการพิจารณาของ Food Lab ของ NASA โดยได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐานการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ และมีการใช้เทคโนโลยีภายในมากกว่า 10 ด้าน อาทิ การใช้โพรไบโอติก การตรวจสอบระบบเมแทบอลิซึมของไก่ และการควบคุมความปลอดภัยของวัตถุดิบ สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย

ยกระดับ 5,500 SME สร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่

นายประสิทธิ์ระบุว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนของ CPF ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตของซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทจึงดำเนินโครงการพัฒนา Supplier รวมกว่า 5,500 ราย ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การแบ่งปันองค์ความรู้ (Knowledge Sharing) การประกันคุณภาพ (Quality Assurance) การเพิ่มผลิตภาพผ่านโครงการ SME Excellence ซึ่งมีการส่งทีมวิศวกรเข้าไปสนับสนุน การบริหารจัดการต้นทุนผ่าน CAC Anti-Disruption & Cost Optimization และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและ Carbon Footprint

เป้าหมายคือการช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนามาตรฐานการดำเนินงาน พร้อมนำผลประหยัดที่เกิดขึ้นไปต่อยอดโครงการลดคาร์บอน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวคือผลิตภัณฑ์ซอสสด ซึ่งใช้มะนาวสดจาก SME พันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาร่วม 10 ปี โดย CPF สนับสนุนการยกระดับมาตรฐานโรงงาน และรับซื้อผลผลิตทุกขนาด ทั้งมะนาวที่มีผิวสวยและผิวไม่สวย ช่วยลดการทิ้งผลผลิตและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินภายใต้โครงการ Partner to Grow ส่งทีมเข้าไปสนับสนุนด้านการเพิ่มผลิตภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) โดยมีแนวทางลักษณะเดียวกันในพืชเกษตรอื่น เช่น กะเพราและกระเทียม สะท้อนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตรผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้ประกอบการรายย่อย