thansettakij
thansettakij
ปิดฉาก IMF-World Bank โลกเตือนไทย รับมือหนี้พุ่ง-งานหด ชู AI พลิกเศรษฐกิจ

ปิดฉาก IMF-World Bank โลกเตือนไทย รับมือหนี้พุ่ง-งานหด ชู AI พลิกเศรษฐกิจ

19 ต.ค. 69 | 08:10 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 08:10 น.

ปิดฉากประชุม IMF-World Bank 2026 ส่งสัญญาณเตือนหนี้สาธารณะโลกพุ่งเสี่ยงทะลุ 100% ของ GDP ก่อนปี 2573 ขณะที่ตลาดแรงงานเผชิญช่องว่างงานใหม่ 800 ล้านตำแหน่ง ด้าน AI เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส ไทยต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือโลกเปลี่ยนเกม

KEY

POINTS

  • IMF เตือนแนวโน้มหนี้สาธารณะโลกพุ่งสูงเกิน 100% ของ GDP โลก ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านข้อจำกัดทางการคลังที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
  • ธนาคารโลกชี้ถึงความท้าทายด้านการจ้างงาน โดยคาดว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ตำแหน่งงานจะขาดแคลนไม่เพียงพอต่อคนรุ่นใหม่ถึง 800 ล้านตำแหน่ง
  • ที่ประชุมเสนอให้ใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มผลิตภาพ แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากลงพร้อมโจทย์สำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องเร่งรับมือ ทั้งภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สาระสำคัญจากเวทีระดับโลกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ประเทศต่าง ๆ เร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมรับแรงกระแทก และปรับนโยบายให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องรับมือทั้งข้อจำกัดด้านการคลัง การสร้างงาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

สำหรับไทย การเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้แสดงบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่โจทย์สำคัญหลังการประชุมคือการนำแนวคิดและความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

IMF เตือนหนี้โลกจ่อทะลุ 100% GDP

คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกก่อนปี 2573 สะท้อนข้อจำกัดทางการคลังที่กำลังเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 3.1% ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังเป็นแรงกดดันสำคัญ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่นปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้การระดมทุนและการชำระหนี้ของภาครัฐมีต้นทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังมีหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งที่กระทบอุปทานพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ ซูเปอร์เอลนีโญที่อาจกดดันราคาอาหารและเพิ่มภาระค่าครองชีพ

IMF จึงเน้นย้ำให้รัฐบาลแต่ละประเทศเร่งสร้างพื้นที่ทางการคลังสำรองไว้รองรับวิกฤต และจัดทำแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถรับมือแรงกระแทกได้โดยไม่ทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเสียหาย

สำหรับไทย สัญญาณดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย และรักษาความสามารถในการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ใช่เพียงมุ่งควบคุมภาระการคลัง แต่ต้องทำให้เงินที่ใช้ไปช่วยเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

โลกเสี่ยงงานไม่พอคนรุ่นใหม่ 800 ล้านตำแหน่ง

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือการจ้างงาน อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ชี้ว่า ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวในประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 1,200 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่คาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง หมายถึงช่องว่างระหว่างจำนวนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานกับงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงถึง 800 ล้านตำแหน่ง

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนความท้าทายที่มากกว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะหากประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพและรองรับคนรุ่นใหม่ได้เพียงพอ ย่อมกระทบรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

บังกาย้ำว่า งานไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทำให้การสร้างงานต้องเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนา ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเองจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ตลาดแรงงานต้องปรับตัวอีกครั้ง งานบางประเภทอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ขณะที่งานใหม่ต้องการทักษะที่แตกต่างจากเดิม ประเทศต่าง ๆ จึงต้องเตรียมคนให้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการจ้างงาน

สำหรับไทย ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการยกระดับทักษะแรงงานและการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานและกระบวนการผลิต การพัฒนาคนจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่เช่นนั้นประโยชน์จากเทคโนโลยีอาจกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจหรือแรงงานบางกลุ่ม

ชู Small AI ทางเลือกเพิ่มผลิตภาพธุรกิจ

ท่ามกลางความเสี่ยงด้านการจ้างงาน AI กลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจโลก ผู้เข้าร่วมประชุมเน้นให้ประเทศต่าง ๆ มองไกลกว่าการแข่งขันพัฒนา AI ขนาดใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาจริงและเพิ่มผลิตภาพในวงกว้าง แนวคิด Small AI หรือ AI ที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน เป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนานำเทคโนโลยีมาใช้ได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากระบบที่ซับซ้อนหรือใช้ทรัพยากรสูง

สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการตลาด และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่วนภาคเกษตรสามารถนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคสุขภาพและการศึกษาสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยขยายการเข้าถึงบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อุปกรณ์ที่เข้าถึงได้ และระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการพัฒนาทักษะของแรงงานและผู้ประกอบการ

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงเร่งให้ธุรกิจใช้ AI แต่ต้องทำให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถนำเทคโนโลยีไปเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง พร้อมเตรียมแรงงานให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ แทนที่จะกลายเป็นปัจจัยเพิ่มช่องว่างระหว่างธุรกิจและแรงงานที่พร้อมกับกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส

Bangkok Blueprint ปิดช่องโหว่ภัยการเงินดิจิทัล

นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน การรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินผ่านระบบดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของการประชุม โดย IMF ธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้ประเทศต่าง ๆ ใช้รับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่า ภัยหลอกลวงทางการเงินสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นราว 3% ของ GDP โลก ปัญหานี้มีลักษณะข้ามพรมแดน ผู้เสียหายอาจอยู่ประเทศหนึ่ง ผู้ก่อเหตุอยู่อีกประเทศ และเงินถูกโอนไปยังอีกแห่ง ขณะที่การตอบสนองของแต่ละประเทศยังมีข้อจำกัดด้านการประสานงาน

Bangkok Blueprint จึงมุ่งสร้างความร่วมมือทั้งระบบ ตั้งแต่หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยหลอกลวงทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การประสานงานระหว่างประเทศ และการปรับใช้แนวทางให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ

กรอบดังกล่าวยังครอบคลุมแนวทางเชิงนโยบาย 12 ประการ ตั้งแต่การวางรากฐานทางกฎหมาย การป้องกันและรับมือการทุจริต การบริหารความเสี่ยง ความร่วมมือภายในประเทศและข้ามพรมแดน ไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วและการใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจจับความผิดปกติ

ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ปัญหาทุจริตทางไซเบอร์เป็นความท้าทายระดับโลกที่ไม่มีประเทศหรือสถาบันใดแก้ไขได้เพียงลำพัง พร้อมเปิดเผยว่า ความเสียหายจากภัยหลอกลวงในไทยลดลงจากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และ 9,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

มาตรการของไทยยังครอบคลุมการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ และการสกัดช่องทางที่เกี่ยวข้องกับเงินจากการหลอกลวง ทั้งบัญชีม้า การถอนเงินสดจำนวนมาก ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง USDT

การเปิดตัว Bangkok Blueprint จึงเป็นความพยายามยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการขยายบริการทางการเงินและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ไทยต่อยอดเวทีโลก สู่โจทย์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเกือบ 20,000 คน ช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และการประชุม ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ไทยแสดงศักยภาพและสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ รัฐบาลยังใช้เวทีดังกล่าวเป็นโอกาสต่อยอดเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 รวมถึงผลักดันโอกาสของไทยในห่วงโซ่มูลค่า AI

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพจะมีความหมายในระยะยาวก็ต่อเมื่อไทยสามารถเปลี่ยนโอกาสจากเวทีนานาชาติให้เป็นการลงทุน การพัฒนาทักษะ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้จริง

ภาพรวมจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ภาระหนี้ที่จำกัดพื้นที่ทางการคลัง การสร้างงานที่ไม่ทันจำนวนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึง AI ที่เปลี่ยนทั้งรูปแบบธุรกิจและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

สำหรับไทย ทางเลือกจึงไม่ใช่เพียงตั้งรับความเสี่ยง แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สร้างงานที่มีคุณภาพ และทำให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

เวที IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากลงพร้อมคำเตือนและโอกาสในเวลาเดียวกัน ความท้าทายหลังจากนี้คือการเปลี่ยนสัญญาณเตือนให้เป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้ไทยรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็ว และใช้ AI เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว