
เปิด 3 จุดขาย EEC ดึงลงทุนโลก ชูนิคมฯ 1.2 แสนไร่ ท่าเรือสีเขียว-น้ำพอ หนุนโต
EEC โชว์จุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร มีนิคมอุตสาหกรรม 45 แห่ง พื้นที่กว่า 1.2 แสนไร่ หนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ทั้ง Data Center หุ่นยนต์ EV พร้อมเร่งยกระดับท่าเรือแหลมฉบังและบริหารจัดการน้ำ รองรับการลงทุนระยะยาว
KEY
POINTS
- EEC มีจุดแข็งด้านนิคมอุตสาหกรรมกว่า 1.2 แสนไร่ พร้อมด้วยห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายยุคใหม่
- การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ โดยมุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว (Green Port) และใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างสมดุลและเพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสามารถรองรับการเติบโตของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน
การดึงดูดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ได้วัดกันเพียงสิทธิประโยชน์หรือจำนวนโรงงานที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งต้องเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ท่าเรือขนส่งสินค้า ไปจนถึงทรัพยากรน้ำที่เพียงพอและยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในอนาคต
EEC โชว์จุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนผ่านมุมมองของวิทยากรจาก 3 หน่วยงานสำคัญ ในเวทีเสวนา Exclusive Roundtable หัวข้อ “EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง” จัดโดยเนชั่น กรุ๊ป ที่ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งและโอกาสของ EEC จากฐานอุตสาหกรรมเดิม การต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
กนอ.ชูซัพพลายเชนแกร่ง ต่อยอดอุตฯ 4.0 Plus AI
นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มองว่า จุดเด่นของ EEC ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ คือการมีฐานนิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง รองรับการผลิตได้ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยมีผู้ประกอบการในหลากหลายสาขาเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดการลงทุนใหม่
ปัจจุบัน กนอ. มีนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ 84 แห่ง โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC ถึง 45 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 120,000 ไร่ และมีโรงงานในกำกับดูแลประมาณ 2,100 โรง หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของโรงงานทั้งหมดในความดูแลของ กนอ. ทั่วประเทศ สะท้อนถึงความหนาแน่นของฐานการผลิตและความพร้อมของพื้นที่รองรับภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบของ EEC ยังอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานเดิมซึ่งมีความครบวงจร โดยมีกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วน และยางพารากว่า 1,000 โรง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์โลหะกว่า 700 โรง และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบ 700 โรง รวมถึงอุตสาหกรรมพลาสติก เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นฐานรองรับการเชื่อมโยงธุรกิจและการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่
สำหรับทิศทางข้างหน้า กนอ. มุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ 4.0 Plus AI โดยมองว่า Data Center จะมีบทบาทสำคัญในฐานะโรงงานผลิตข้อมูล ที่ส่งต่อข้อมูลไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าที่เคยเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของภาคการผลิตในอดีต
ตัวเลขการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ใน EEC สะท้อนทิศทางดังกล่าว โดยมีกลุ่ม Data Center ประมาณ 20 กว่าราย กลุ่ม Robotic & Automation ประมาณ 59 ราย กลุ่ม Tech Supply Chain และ Data Connection ประมาณ 38 ราย และกลุ่ม Green Energy & EV Supply Chain ประมาณ 89 ราย
นอกจากนี้ กนอ. ยังมีพื้นที่ว่างในนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานรองรับนักลงทุนอีกกว่า 20,000 ไร่เศษ พร้อมร่วมมือกับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมภาคเอกชน ทั้งอมตะ WHA ปิ่นทอง และผู้พัฒนารายใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมืออาชีพรุ่นใหม่ ควบคู่กับการพัฒนานิคมฯ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีกโจทย์สำคัญคือการออกแบบการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Connectivity ให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การขนส่งบริเวณหน้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม การเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง ไปจนถึงระบบอุตสาหกรรมทางท่อในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อช่วยลดคอขวดด้านการขนส่งและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ต่อยอดสู่ Green Port
ด้านนางสาวนัฐอนันตา จินดาพงศ์เจริญ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ชี้ว่า ศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของ EEC โดยประเทศไทยมีศักยภาพการส่งออกรถยนต์ผ่านทางเรือ หรือ Ro-Ro ไปยังประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลกสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งท่าเรือแหลมฉบังมีศักยภาพรองรับการขนส่งดังกล่าว
สำหรับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และโรงงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการท่าเรือเพิ่มขึ้น และเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในสัญญาสัมปทาน
ขณะเดียวกัน การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์ครอบคลุมทั้งในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 พร้อมสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ และสนับสนุนการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้าแล้ว ทิศทางการพัฒนาท่าเรือยังมุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว หรือ Green Port ควบคู่กับการนำระบบ Port Automation มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและลดระยะเวลาขนส่งสินค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ยังช่วยยกระดับสวัสดิภาพและสภาพการทำงานของบุคลากร โดยเฉพาะผู้ควบคุมเครนยกตู้สินค้า ซึ่งเดิมต้องปีนขึ้นไปปฏิบัติงานบนโครงสร้างสูง และส่วนใหญ่เป็นแรงงานชาย แต่แนวทางใหม่จะเปลี่ยนมาใช้ห้องควบคุม (Control Room) พร้อมสั่งการผ่านจอยสติ๊ก เปิดโอกาสให้แรงงานหญิงสามารถเข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวได้ในอนาคต
สทนช. ย้ำบริหารน้ำสมดุล หนุนทุกภาคส่วนเติบโต
ขณะที่นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เน้นย้ำว่า ทรัพยากรน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ การพัฒนา EEC จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ EEC จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ
อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างความสมดุลในการจัดสรรน้ำและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมักถูกมองว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ของภาคเอกชน จึงจำเป็นต้องสื่อสารให้เห็นว่า EEC เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ
ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรน้ำจึงไม่ควรถูกแยกออกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยคำนึงถึงความต้องการของทุกภาคส่วนอย่างสมดุล เพื่อสนับสนุนทั้งการผลิต การเกษตร และภาคบริการให้เติบโตไปด้วยกัน







