thansettakij
thansettakij
สทนช.ถอดรหัส Data Center เทคโนโลยีระบายความร้อน พลิกต้นทุนน้ำ EEC

สทนช.ถอดรหัส Data Center เทคโนโลยีระบายความร้อน พลิกต้นทุนน้ำ EEC

12 ต.ค. 69 | 09:41 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ต.ค. 69 | 10:12 น.

Data Center โต ดันโจทย์บริหารน้ำ EEC สทนช. ชี้เทคโนโลยีระบายความร้อนเป็นตัวแปรสำคัญ กำหนดปริมาณใช้น้ำต่างกันหลายเท่า เร่งศึกษา Water Reuse และนวัตกรรมลดใช้น้ำ จูงใจผ่านโครงสร้างค่าน้ำ ควบคู่พัฒนาแหล่งน้ำให้ทันความต้องการ โดยไม่กระทบสมดุลการจัดสรรน้ำ

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรม Data Center ในพื้นที่ EEC ถูกประเมินว่าจะมีความต้องการใช้น้ำสูงถึง 20-70 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลต่อสถานการณ์น้ำที่ค่อนข้างตึงตัว
  • เทคโนโลยีการระบายความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการใช้น้ำ โดยระบบสมัยใหม่ เช่น Direct-to-Chip ใช้น้ำน้อยกว่าระบบดั้งเดิมหลายเท่าตัว
  • สทนช. เตรียมพิจารณากลไกโครงสร้างค่าน้ำดิบเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดน้ำและระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ

นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  (สทนช.) ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เปิดเผยผ่านงานสัมมนา Exclusive Roundtable EEC Never Stop : Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยแผนบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง สทนช. ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกปอ.) จัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำระยะยาวครอบคลุมตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2580 จากการประเมินสถานการณ์น้ำ ณ ปัจจุบัน (ปี 2570) พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เมื่อเทียบกับแหล่งน้ำที่มีอยู่ค่อนข้างตึงตัว จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเข้มข้นเข้ามาช่วย ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติเชิงพื้นที่ (Area-based) และการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียว (Unified Data) ทั่วประเทศ

 

อัด 39 โครงการเพิ่มน้ำ 900 ล้าน ลบ.ม.  ลุยผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ

สทนช. ระบุว่า แผนพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่ EEC และบริเวณภาคตะวันออก มีโครงการรวมทั้งสิ้น 39 โครงการ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำราว 900 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปัจจุบันดำเนินการสำเร็จไปแล้วประมาณ 300–400 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังเหลืออีกประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2580 ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Water Reuse/Recycling) การลดปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนการผันน้ำหรือดึงน้ำจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมเป็นแหล่งน้ำใหม่

สำหรับโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเข้ามายัง EEC สทนช. จะประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างถี่ถ้วนเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนและพื้นที่ ซึ่งตามกรอบพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการระดับชาติ (กนช.) ทั้งนี้ พื้นที่ EEC มีความได้เปรียบเนื่องจากครอบคลุม 2 ลุ่มน้ำหลัก คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง อีกทั้งปัจจุบันยังมีการผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตเข้ามาเสริมตามข้อตกลงเดิม ส่วนการผันน้ำระหว่างจังหวัดจันทบุรี ระยอง และชลบุรี จะอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดเดียวกันในการจัดสรรน้ำอย่างเท่าเทียม

 

ถอดรหัส Data Center ชูคูลลิ่งเซฟน้ำ จูงใจผ่านโครงสร้างค่าน้ำ

จากการคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำของกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center ในพื้นที่ EEC ซึ่งประเมินไว้อยู่ที่ประมาณ 20–70 ล้านลูกบาศก์เมตร ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของแต่ละแห่งนั้น ปริมาณการใช้น้ำที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการระบายความร้อน โดยข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า:

  • ระบบระบายความร้อนแบบ Open Loop จะใช้น้ำมากกว่าระบบ Closed Loop ถึง 10 เท่า
  • เทคโนโลยีแบบ Direct-to-Chip จะใช้น้ำน้อยกว่าระบบ Closed Loop ลงไปอีก ครึ่งหนึ่ง

ภาครัฐและ สทนช. จึงเตรียมทบทวนอัตราเร่ง (Speed) ในการพัฒนาแหล่งน้ำให้สอดรับกับความเร็วของการใช้น้ำ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างสมดุล พร้อมคาดหวังว่านวัตกรรมเทคโนโลยีระบายความร้อนใหม่ๆ ในอนาคตจะช่วยลดการใช้น้ำลง จนอาจไม่จำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำมหาศาลเท่ากับตัวเลขประเมินในปัจจุบัน

นอกจากนี้ พื้นที่ EEC และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาการใช้น้ำซ้ำและการขับเคลื่อนเป้าหมายน้ำทิ้งเป็นศูนย์ (Zero Liquid Discharge) ซึ่งปัจจุบัน สทนช. จัดเก็บค่าน้ำดิบจากแหล่งน้ำสาธารณะผ่าน 2 หน่วยงาน คือ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ ขณะนี้ สทนช. อยู่ระหว่างร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากลไกสร้างแรงจูงใจ ด้านโครงสร้างค่าน้ำดิบ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนระบบใช้น้ำซ้ำได้รับความคุ้มค่ามากกว่า พร้อมทบทวนปรับปรุงแผนแม่บทลุ่มน้ำฉบับใหม่เพื่อขยายผลเป้าหมายการใช้น้ำซ้ำทั่วประเทศ

ปัจจุบัน สทนช. มีกลไกการกำกับดูแลตาม พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ในการใช้น้ำสาธารณะ: ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก คณะกรรมการลุ่มน้ำ

  • การใช้น้ำขนาดใหญ่ (มากกว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน): ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจาก คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แต่หากปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำ
  • แหล่งน้ำเอกชน: หากเอกชนเป็นผู้พัฒนาขึ้นเองในพื้นที่ของตนเอง จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของเอกชนรายนั้นๆ
  • ภาคการเกษตร: ได้รับการคุ้มครองโดย ยกเว้นการจัดเก็บค่าใช้น้ำและไม่ต้องขออนุญาตใช้น้ำ

 

ยกระดับรับมือพิบัติ ชะลอน้ำ-สู้ทะเลหนุน

จากการถอดบทเรียนการเกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ เช่น หาดใหญ่ ภาคอีสาน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และน่าน สทนช. ได้ยกระดับการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไปสู่รูปแบบเชิงพื้นที่ (Area-based) ผ่านการออกมาตรการรายฤดูกาลทั้งฤดูแล้งและฤดูฝนเพื่อคาดการณ์และชี้เป้า โดยมีช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนาต่อ คือ ระบบการคาดการณ์ การแจ้งเตือนภัย และระบบน้ำประปา

สำหรับหลักการสำคัญในการป้องกันน้ำท่วม คือการชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงสู่ปลายทางเร็วเกินไป ขณะที่พื้นที่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน จำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง เช่น ระบบป้องกันของ กนอ. ที่ออกแบบรองรับคาบการกลับมาเกิดซ้ำในรอบ 200 ปี (Return Period 200 years) โดยหัวใจสำคัญที่สุดคือทุกภาคส่วนต้อง integrated ทำงานร่วมกันบนพื้นฐานชุดข้อมูลเดียวกัน (Unified Data) เพื่อเอกภาพและความแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำ

ปรับมุมมองภาคอุตสาหกรรม หนุนสร้างความเข้าใจร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม นางพัชรวีร์ กล่าวถึงถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญว่า พื้นที่ EEC ถือเป็น โอกาสอย่างยิ่งในการเพิ่มผลผลิตจากการใช้น้ำ (Water Productivity) ทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการ เพราะ ปัจจุบันทุกภาคส่วนมีความจำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตของการใช้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการเกษตร ที่หากได้รับโอกาสในการนำ เทคโนโลยี มาปรับใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางน้ำในพื้นที่ จะถือเป็นทิศทางที่ดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจาก น้ำเป็นทรัพยากรพื้นฐาน ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการให้เกิด ความสมดุลในทุกเซกเตอร์  ของการใช้น้ำอย่างทั่วถึง

สำหรับประเด็นการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ของภาคเอกชนเป็นหลักนั้น นางพัชรวีร์ อธิบายว่า อาศัยกลไกการพัฒนาพื้นที่ EEC นี้เป็นโอกาสสำคัญในการ สร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน

"ต้องมองว่าพื้นที่ EEC เป็น พื้นที่ที่รับผิดชอบต่อ GDP ของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในทุกเซกเตอร์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว"