thansettakij
thansettakij
‘Data Center’ แห่ขอไฟ 35,000 เมกฯ กฟผ.ชงลงทุน 31,000 ล้าน เสริมโครงข่าย EEC

เปิดแผนไฟฟ้า ‘EEC’ รับ ‘Data Center’ กฟผ.วางโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกฯ

12 ต.ค. 69 | 11:05 น.

ดาต้าเซ็นเตอร์แห่ขอไฟ 35,000 เมกะวัตต์ กฟผ.ชงลงทุน 31,000 ล้านบาท เสริมโครงข่ายไฟฟ้าพื้นที่ EEC ชู UGT-Direct PPA เปิดทางซื้อไฟฟ้าสีเขียว

KEY

POINTS

  • กฟผ. เตรียมแผนรองรับความต้องการไฟฟ้าจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC ซึ่งคาดว่ามีความต้องการสูงถึง 4,000 เมกะวัตต์
  • มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ EEC ตามแผน PDP2026 กำลังผลิตรวม 4,200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซนบางปะกง 1,400 เมกะวัตต์ และโซนระยอง 2,800 เมกะวัตต์
  • โครงการลงทุนระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดต้องใช้งบประมาณราว 31,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2570 หลังผ่านการอนุมัติจาก ครม.

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงาน Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจัดโดยเนชั่น กรุ๊ป ว่า การทำงานของ กฟผ. ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าข้อมูลส่วนหนึ่งมากจากEEC และเผื่อไปในระยะข้างหน้าระดับหนึ่ง เพียงแต่ระยะหลังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ที่เรียกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้ามาในปริมาณมาก

Data Center ต้องการใช้ไฟกว่า 35,000 เมกฯ

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดมีความต้องการที่ร้องขอมาที่การไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รวมกันประมาณ 35,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่าการใช้ไฟสูงสุดของไทยเวลานี้ 

โดยในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือร่าง PDP2026 กำหนดมาสำหรับ Data Center ทั้งประเทศไว้ที่ 8,800 เมกะวัตต์ โดย 8,800 เมกะวัตต์มีสมติฐาน (Assumption) มาจาก EEC ประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ จากนอก EEC ที่ส่งการไฟฟ้าตอบรับแล้วอีก 2,600 เมกะวัตต์ รวมกันตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 6,600 เมกะวัตต์ คือตัวเลขที่การไฟฟ้าได้ตอบรับไปแล้ว แต่จะได้ไฟไม่ได้ไฟ ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ บอร์ด Data Center และมีเผื่อไว้อีกประมาณ 2,000 เมกะวัตต์โดยประมาณสำหรับกลุ่มของ Data Center 

 

อย่างไรก็ดี เมื่อแยกความเพียงพอ และความมั่นคงในเชิงกายภาพ (Physical) ในฝั่งของ Generation ก็มีการวางแผนใส่เข้ามา แต่หากมุ่งเน้นลงไปในพื้นที่ของ EEC จะขอแบ่งออกเป็นตะวันออกส่วนต้นแถวฉะเชิงเทราที่มีบริเวณบางปะกงเป็นทางแยก (junction) หลัก และไปโซนชลบุรี ระยอง ซึ่งเป็นภาคตะวันออกที่ไกลออกไป

ซึ่งทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวจะมีโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP2026 ขึ้นประมาณ 4,200 เมกะวัตต์ โดยจะอยู่โซนบางปะกงประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ อยู่โซนระยองประมาณ 2,800 เมกะวัตต์ โดยในจำนวนนดังกล่าวมีทั้งส่วนของกฟผ. และมีทั้งส่วนที่จะต้องปิดให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) 

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องรอ 7 ปี

นายวฤต กล่าวอีกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Gas Turbine) ปัจจุบันทั่วโลกมีปัญหาเดียวกันหมด คือ Data Center โตไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดการขาดแคฃน โดยล่าสุดหากต้องการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จะต้องมีเงินระดับหมื่นล้านไปจองเครื่อง และต้องรออีก 5 ปีเพื่อรับเครื่อง อีกทั้งยังต้องใช้เวลาสร้างอีกเกือบ 2 ปี รวมทั้งหมดประมาณ 7 ปี ซึ่งเป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก

เปิดแผนไฟฟ้า ‘EEC’ รับ ‘Data Center’ กฟผ.วางโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกฯ

 

จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวทำให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เริ่มมีการกล่าวถึงการต่ออายุต่อสัญญาโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นการบริหารจัดการในส่วนของระบบผลิต

“กำลังผลิตไฟฟ้าจะเพียงพอรือไม่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง (Step) โดยใน EEC มีโครงการที่เสนอไปเป็น 2 เฟส เฟสแรกทำปีนี้ใช้เงินประมาณ 1,000 กว่าล้าน ซึ่งกำลังดำเนินการ และวางแผน ซึ่งก็จะมีกลุ่มการค้าไฟ และตอบรับไฟ โดยจะมีความสามารถจ่ายได้ในระดับหนึ่งเริ่มต้น”

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมโครงการใหญ่ที่จะจ่ายไฟให้ครบทั้ง 4,000 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เงินงบประมาณประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งมีการยื่นขอไปเรียบร้อยแล้ง โดยตามกระบวนการ (process) ก็จะทำควบคู่กันไปก่อนที่จะไปรวมกันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณา

โดยส่วนหนึ่งจะต้องไปที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังค มแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ในฐานะผู้ที่ดูยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่ง สศช.เองก็เป็นเลขาฯ ของบอร์ด Data Center ด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้กระบวนการล่าสุดเข้าใจว่าน่าจะรอความชัดเจนของนโยบาย Data Center ถึงจะไปขั้นตอนต่อไป

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งตามกฎหมายต้องผ่านทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ให้ความเห็น ซึ่งมีการผ่านในระดับอนุกรรมการ และรอเข้าบอร์ดกกพ. 

“เมื่อทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวแ้วเสร็จก็จะนำมารวมกันก่อนที่จะเข้า ครม. เพื่อขออนุมัติและเริ่มดำเนินการในปี 2570 ซึ่งคือแผนของระบบส่งไฟฟ้า”

นายวฤต กล่าวต่อไปอีกว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเก็บข้อมูล ซึ่งไม่ได้ใหญ่มาก อาจจะมีหลายขนาดหรือไซส์ ไซส์หนึ่งประมาณ 50-60 เมกกะวัตต์ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือไซส์ใหญ่ที่เห็นตัวเลขล่าสุดประมาณ 200-300 เมกะวัต์ หรือบางรายใช้ 800-1,000 เมกะวัตต์  ซึ่งจะมีการผันผวนของการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำเพิ่มเติมก็คือ มีการจำลอง (simulate) ระบบไฟฟ้า และอาจจะต้องมีการเสนออุปกรณ์บางอย่างที่จะช่วยดูดซับ หรือกระจายพลังงาน (damping) ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็มีการร้องที่จะขอแก้ไขกฤษฎีกาเพื่อจะจ่ายไฟตรง อาจจะต้องนำไฟฟ้าแรงสูงที่มากกว่า 115 กิโลโวลต์ เพื่อจ่ายให้กับกลุ่มดังกล่าวนี้ เพราะว่าความผันผวน หรือสวิงต้องการโครงข่าย (Grid) ที่เสถียรขึ้น

เปิดแผนไฟฟ้า ‘EEC’ รับ ‘Data Center’ กฟผ.วางโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกฯ

 

“ด้วยความที่ Grid ของ กฟผ. เป็นโครงข่ายระบบส่ง (transmission network) เพราะฉะนั้นจะเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่ไฟฟ้าไหลได้หลายทิศทาง หรือระบบสำรองความปลอดภัยที่ปลายทั้งสองด้าน (continuous two-end redundancy  หรือจะกล่าวงก็คือ หากไฟฟ้าหายไปด้านหนึ่งก็ยังมีไฟฟ้าจ่ายโดยไม่ต้องสวิตช์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นเชิงกายภาพ“

ค่าไฟไทยไม่แพงกว่าเพื่อนบ้าน

นายวฤต กล่าวอีกว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการ Data Center ต้องการวันนี้ไม่ใช่มีแต่เชิงกายภาพเหมือนที่เคยเข้ามาหารือในช่วงแรก ทุกรายต้องการไฟฟ้าสีเขียว ส่วนปัจจุบันทุกผู้ประกอบการขอเพียงแค่ให้มีไฟฟ้า หรืออาจจะยังไม่ต้องเป็นไฟฟ้าสะอาดทั้งหมดก็ได้ เพราะปัจจุบันไฟฟ้าสะอาดทั่วโลกยังไม่มี โดยประเทศมาเลเซัยปฏิเสธ (Reject) ไปแล้ว ด้านสิงคโปร์ขายไฟฟ้าที่ราคาประมาณ 8 บาทกว่า

ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ค่อนข้างแพงเพราะฉะนั้นจึงทำให้ราคาค่าไฟสำหรับ Data Center ขึ้นไปมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เมืองไทยก็จะเป็นไปในทิศทางดังกล่าว ดังนั้น กลไก(Mechanism) หากจะซื้อจาก grid จึงอยู่ในช่วงการออกแบบค่าไฟใหม่ โดยการไฟฟ้ามีการนำเสนอไปแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้จึ้งต้องขึ้นอยู่กับการประมวลผล และรับความคิดเห็นก่อนที่จะสรุปตัวเลขคต่าไฟออกมาว่าจะอยู่ที่ระดับที่เท่าไหร่

นายวฤต กล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่ กฟผ. นำเสนอไปไม่ได้มีแค่ไฟที่ซื้อจาก Grid แต่ยังรวมไปถึงหากต้องการจะตั้งโรงไฟฟ้าเอง ใช้เอง จ่ายเอง และต้องการความสนับสนุนเบื้องหลัง (back-up) จะคิดราคาอย่างไร เช่น อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff : UGT) และสัญญาซื้อขายพลังงานไฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เป็นต้น หากคิดว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจำกัดอยู่ที่ 8,800 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการมากกว่านั้น การเป็น back-up อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง (Choice) ที่อาจจะต้องจัดเตรียม (provide) ให้ 
“เรื่องของไฟเขียวจะมีโครงสร้างตามแนวทางของ Carbon Disclosure Project หรือ CDP โดยเป็นการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในภาคธุรกิจ ซึ่งก็คือ กลุ่มพลังงานหมุนเวียน100% (RE100) ที่เป็นระดับโลก (Global) ไม่ได้หมายถึง RE100 ในเมืองไทย กฟผ.มี UGT ทั้ง 1 และ 2 ซึ่งตอบโจทย์บางข้อของแนวทาง CDP มี Direct PPA ที่จะตามมา ซึ่งเข้าใจว่าตอนนี้กระบวนการอยู่ในช่วงของการรออัตรา (Rate) ค่าไฟ และการอนุมัติ (approve mode) ของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งเอง ซึ่งมองว่าน่าจะคิดอัตราให้ออกมาไล่เลี่ยกับราคาค่าไฟของ Data Center เพื่อให้ผู้ใช้มีทางเลือก“

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกรณีคือ เรื่องสิทธิ์สีเขียว (Energy Attribute/REC) โดยในระดับโลกมีการแยกสิทธิ์สีเขียวกับไฟสีเขียวออกจากกัน ซึ่งหากมีการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป และสีการขายคาร์บอนเครดิตให้กับผู้อื่น ไฟฟ้าดังกล่าวจะไม่ใช่ไฟสีเขียวอีกต่อไป แม้ว่าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียวเองก็ตาม โดยปัจจุบันไฟฟ้าสีเขียวขนาดใหญ่อยู่ที่ สปป.ลาว ซึ่งมีการทำโรงไฟฟ้าไฮโดรเจน จึงเป็นประเด็นว่าจะทำอย่างไรให้นำมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะมีความต้องการจากหลายประเทศโดยเฉพาะสิงคโปร์

“จากประเด็นดังกล่าวทำให้ในอาเซียนมีการหารือกันเรื่องของการทำ ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Cross-border REC) ของตนเองขึ้นมา เพื่อจะดึงสิทธิ์จากที่อื่นมา เพราะฉะนั้นจึงมีเรื่องของการเชื่อมต่อ (connectivity) ซึ่งจะสังเกตุว่าสิงคโปร์จะกล่าวถึงทุกเวที โดยเป็นประเด็นที่น่ากังวล concern แต่ก็เป็นโอกาสที่บริษัทในไทย ผู้ประกอบการในไทยจะสามารถข้ามไปซื้อสีเขียวในลาว ซึ่งทุกโปรเจกต์ที่ไทยซื้อ มีผู้ลงทุนไทยถือหุ้นอยู่แล้ว โดยเป็นสิ่งที่ในเชิงยุทธศาสตร์ประเทศที่ต้องคิด“

ขณะที่ในระยะยาว กฟผ. และอีอีซีก็มีความร่วมมือศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ในพื้นที่ของ EEC เพราะใน PDP2026 มีบรรจุไว้ 9,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก (option) ในระยะยาวที่ต้องกังวลเพราะคือการผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน (Zero-carbon Generation) ที่ค่อนข้างจะเสถียร โดยทั้งหมดเป็นส่วนของโครงสร้างไฟฟ้าที่ กฟผ. มีส่วน

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าค่าไฟของ Data Center ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงต้องฉายภาพให้เห็นก่อนว่าประเทศอื่นคิดอัตรากันอย่างไร โดยมาเลเซีราคาฐานเดิมอยู่ที่ 4 บาท แต่ปัจจุบันไม่มีไฟฟ้าขายให้แล้ว หลังจากนั้นเข้าใจว่ามีการปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 6 บาท ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 6-7 บาท ขณะที่สิงคโปร์ไม่ได้แยกประเภทอยู่ที่ประมาณ 8 บาท กว่า ไทยเองก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกันไม่ถูกไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่คงไม่ขึ้นไปทียบเท่ากับสิงคโปร์

สร้างสิ่งแวดล้อมดึงเอกชนลงทุน

นายวฤต กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลไม่ได้มีกำลังในการลงทุนจำนวนมาก สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาคือสิ่งแวดล้อม ถ้าต้องการให้เอกชนมาช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) แต่หากโครงสร้างค่าไฟยังเป็นไปในรูปแบบปัจจุบัน มองว่าไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน หรือการมีสมาร์ทมิเตอร์ก็ไม่จำเป็น หรือหากต้องการให้เกิดขึ้นค่าไฟฟ้าอาจจะต้องมีการเปิดทาง (Dynamic) ให้ หรือหากต้องการให้นิคมอุตสาหกรรมเกิดสมาร์ทไมโครกริด การเชื่อมโยงเครือข่ายกับการไฟฟ้าไม่ว่าจะเป้นนิคมฯเล็กกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย นิคมฯใหญ่กับ กฟผ. ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนไฟฟ้าทหรือจัดการร่วมกันได้ เมื่อจัดการให้เกิดสิ่งแวดล้อมดังกล่าวก็จะตามมาเอง ทั้งระบบชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charging) ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้มีแอพลิเคชั่นที่สามารถทำได้ ดังนั้นการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมาก