thansettakij
thansettakij
ปลัดเกษตรฯ คนใหม่ เปิดศึกแรกรับมือน้ำท่วม ชูแนวคิด “ดันนโยบายเดิมให้เข้มข้น” ขับเคลื่อนเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง

ปลัดเกษตรฯ คนใหม่ เปิดศึกรับมือน้ำท่วม ชูแนวคิด 'ดันนโยบายเดิมให้เข้มข้น'

07 ต.ค. 69 | 03:39 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 03:39 น.

ปลัดเกษตรฯ โชว์วิสัยทัศน์ เปิดศึกแรกรับมือน้ำท่วม ปักธง 4 ปีเต็ม รวมข้อมูล 5 กรมเป็นหนึ่งเดียว เคลื่อนเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงเร่งมาตรฐาน ISO-คาร์บอนต่ำ ตั้ง Future Lab รับมือกำแพงการค้าโลก สนองนโยบายรัฐมนตรี

KEY

POINTS

  • นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ เผชิญภารกิจแรกในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยเร่งรัดการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรตามกลไกและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม
  • ประกาศแนวทางการทำงานโดยจะไม่ริเริ่มนโยบายใหม่ทั้งหมด แต่จะนำนโยบายเดิมมาต่อยอด ทำให้มีความเข้มข้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรขนาดใหญ่ (Big Data)
  • มุ่งขับเคลื่อนนโยบายหลัก “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย” เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงและเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการสร้างมาตรฐานสากลรองรับ

ไม่ทันข้ามสัปดาห์แรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่ 33 ก็ต้องเผชิญบททดสอบจริงจากอุทกภัยที่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน เขาก็ประกาศทิศทางการบริหารกระทรวงที่มีบุคลากร 73,847 คนทั่วประเทศไว้ชัดเจนผ่านรายการ THANTALK INTERVIEW ว่าจะไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำ “ของเดิม” มาลงรายละเอียดและทำให้เข้มข้นขึ้น สถานการณ์น้ำท่วม จึงเป็นทั้งภารกิจเร่งด่วนและสนามทดสอบแรกของแนวคิดนี้

 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่ 33 โชว์วิสัยทัศน์

ภารกิจแรกวิกฤตน้ำท่วมภาคเกษตร

นายรพีภัทร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ท่าน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด พร้อมเร่งรัดการสำรวจประเมินความเสียหาย เพื่อให้จ่ายเงินเยียวยาได้รวดเร็วที่สุด ข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งครอบคลุมช่วง 3 กันยายน – 4 ตุลาคม ระบุว่ามี 43 จังหวัดได้รับผลกระทบ เกษตรกร 146,137 ราย พื้นที่ประสบภัย 1,896,978 ไร่ และคาดว่าจะเสียหายราว 1.66 ล้านไร่  สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอากาศแปรปรวนในประเทศไทยตอนบน ถึงวันที่ 7 ตุลาคม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำสูงเกินความจุเก็บกักที่ 110%

เครื่องมือเฉพาะหน้าและเงินเยียวยา

กระทรวงเกษตรฯจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไว้ 1,914 เครื่องทั่วประเทศ และเร่งตั้งเครื่องระบายน้ำหลากแล้วที่สิงห์บุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรสาคร ชุมพร และสงขลา พร้อมเตรียมรถบรรทุกน้ำอีก 203 คัน กระจายไปทุกภูมิภาค ส่วนเงินเยียวยาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569

ความเสียหายน้ำท่วมภาคเกษตร ปี 2569 (ข้อมูล วันที่ 5 ต.ค.69)

โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือมีสมุดเล่มเขียว และมีพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ข้าวไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผักไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่น ๆ ไร่ละ 6,800 บาท (กรณีชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้ ไร่ละ 3,400 บาท) ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่ถูกหิน ดิน ทราย โคลน หรือซากวัสดุทับถมจนเพาะปลูกไม่ได้ รัฐช่วยค่าขุดลอก ขนย้าย และฟื้นฟูพื้นที่ไร่ละ 16,000 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อครัวเรือน เมื่อน้ำลด เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอจะเข้าช่วยฟื้นฟูสภาพดิน เตรียมสารชีวภัณฑ์ และปรับปรุงบำรุงดิน ให้เหมาะต่อการเพาะปลูก จากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชอายุสั้น เพื่อให้เกษตรกรสร้างรายได้กลับสู่ครัวเรือนได้ในระยะสั้น

 

เมื่อนโยบายถูกทดสอบด้วยสถานการณ์จริง

กลไกที่ใช้รับมืออุทกภัยครั้งนี้ล้วนเป็นของเดิมของกระทรวง ทั้งระบบ ทะเบียนเกษตรกร เครื่องสูบน้ำ หลักเกณฑ์เยียวยา และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ ส่วนการฟื้นฟูดินและการใช้สารชีวภัณฑ์หลังน้ำลดก็สอดรับกับประเด็นที่ปลัดกระทรวงเน้นเรื่องสุขภาพดินและการลดพึ่งพาเคมีเกษตร ความเร็วของการเยียวยายังขึ้นอยู่กับการสำรวจความเสียหาย และข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับแผน Big Data ที่เคยประกาศจะเชื่อมฐานข้อมูลทุกกรมผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NAC) ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นหนึ่งเดียว จึงไม่ใช่แค่เรื่องการวางแผนการผลิต แต่เป็นเรื่องความเร็วในการช่วยเหลือเกษตรกรยามวิกฤตด้วย

ความต่อเนื่องคือหัวใจ

“ผมชื่นชอบของเก่าครับ” นายรพีภัทร์กล่าว พร้อมอธิบายว่า นโยบายคลาสสิกหลายเรื่องเคยทำมาแล้ว แต่ในยุคนั้นอาจยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว การยกโครงการใหม่ทั้งหมดจึงเท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่ ทั้งที่ของเดิมก็ยังทำไม่เสร็จ จุดเด่นที่มองว่าเป็นข้อได้เปรียบคืออายุราชการที่เหลืออีกอย่างน้อย 4 ปี ทำให้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่องได้ ตั้งแต่แผนงาน แผนงบประมาณ ไปจนถึงการบริหารบุคลากร เป้าหมายปลายทางคือการยกระดับรายได้ภาคเกษตร ให้เกษตรกรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และกล่าวได้เต็มปากว่า “ผมเป็นเกษตรกรไทย”

MOAC Balance Together

ปลัดกระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการบริหารบุคลากรเป็นลำดับแรก โดยจะใช้วัฒนธรรมองค์กรเดียวกันทุกกรม ทุกรัฐวิสาหกิจ และทุกองค์กรมหาชน คือ MOAC Balance Together ต่อยอดจากแนวคิด DOA Together ที่เคยใช้ตอนเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ความหมายของ BALANCE เช่น B คือ Body Healthy and Body Teamwork เน้นสุขภาพดีและทำงานเป็นทีม A คือ Activities and Actions เน้นกิจกรรมที่เชื่อมกับเอกชน ภาครัฐ ประชาชน และครอบครัว เพื่อสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว และ L คือ Love and Legacy คือรักในงานที่ได้รับมอบหมาย และทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานและประเทศชาติไว้อย่างต่อเนื่อง

ตลาดนำการผลิตตลาดนำการวิจัย

ในเชิงนโยบาย ปลัดกระทรวงยึดนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการเป็นหลัก ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ซึ่งมองว่าเป็นรูปธรรมที่สุด จากพื้นฐานนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ด้านการวิจัย นายรพีภัทร์ ย้ำว่า “ตลาดนำงานวิจัย” คือหัวใจต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับปรุงพันธุกรรมพืช สัตว์ และประมง ให้ตอบโจทย์ ทั้งตลาด การผลิต และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แล้วนำหลักคิดนี้ลงไปในแผนงานของทุกหน่วยงาน

 

รวมข้อมูลทุกกรมเป็นหนึ่งเดียว : Big Data เกษตร

แผนปฏิบัติการที่จะเริ่มทันทีคือการสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำโดยไม่สร้างระบบใหม่ แต่ใช้ NAC ของ สศก. เป็นแกนกลาง เชื่อมกับฐานข้อมูลของกรมต่าง ๆ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมี Agri-Map ฐานข้อมูลชุดดินทั้งประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีทะเบียนเกษตรกรรายคนรายครัวเรือน กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ซึ่งมีฐานข้อมูลพืช สัตว์ และประมง ทั้งหมดจะเชื่อมผ่าน API เดียวกัน ใช้ชุดข้อมูลเดียวกัน ประมวลผลด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI พร้อมต่อยอดกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชน

นายรพีภัทร์ยกตัวอย่างว่า เมื่อรู้ว่าอำเภอใดมีดินเหมาะกับพืชชนิดใด แล้วเชื่อมกับข้อมูลการผลิตของกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ก็จะวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น โดยย้ำคำที่เคยพูดในเวที FA ที่กรุงโรมว่า “No soil, No food; No healthy soil, No healthy food”

เปิดตัวอย่างประเทศที่มีการใช้พืชหรือสัตว์ ที่ปรับแต่งยีนในเชิงพาณิชย์

Genome Editing และเกษตรคาร์บอนต่ำ

ด้านนวัตกรรม ปลัดกระทรวงเกษตรสนับสนุน Genome Editing (GEd) ในการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ และประมง ให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคาดว่าจะเผชิญซูเปอร์ เอลนีโญ เขายืนยันว่า GEd ไม่ใช่ GMOs เพราะไม่มีการสอดใส่ Foreign DNA จากสิ่งมีชีวิตอื่น

อีกด้านคือ สินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นทั้งการรับมือโลกร้อนและการตั้งรับมาตรการการค้าเชิงรุกของสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา แนวทางของไทยคือลดการใช้เคมีเกษตรและพลังงานฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างแทรกเตอร์ไฟฟ้า และใช้สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยชีวภาพ และจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ซึ่งช่วยลดการเผาและฝุ่น PM 2.5 พร้อมเปลี่ยนตอซังกลับเป็นปุ๋ยอินทรีย์

จุดต่างที่ย้ำ “มาตรฐาน” ระดับสากล

สิ่งที่ปลัดกระทรวเกษตรฯ บอกว่าจะต่างจากเดิมคือการเน้น มาตรฐาน สินค้าคาร์บอนต่ำต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISO ไม่ใช่ทำตามใจผู้ผลิต ใส่จุลินทรีย์แล้วใช้โดรนพ่นอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องตรวจวัดตามเกณฑ์สากล องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)เป็นผู้กำหนด Methodology ตามมาตรฐาน ISO และกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานราชการแห่งแรกและแห่งเดียวในขณะนี้ ที่ได้รับการรับรองเป็นหน่วยรับรองการกักเก็บและปล่อยคาร์บอนในพืช (VVB) มีเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ตรวจสอบแล้วประมาณ 44 คน และจะร่วมมือกับกรมการข้าวเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำ เมื่อถามว่าเกษตรกรพร้อมปรับเปลี่ยนหรือไม่ เขาตอบว่า หากขายสินค้าปลอดภัยมูลค่าสูงที่เป็นคาร์บอนต่ำได้ราคาดี เกษตรกรก็พร้อมเปลี่ยนแน่นอน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,242 วันที่ 8 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569