
ปลัดเกษตรฯ คนใหม่ เปิดศึกรับมือน้ำท่วม ชูแนวคิด 'ดันนโยบายเดิมให้เข้มข้น'
ปลัดเกษตรฯ โชว์วิสัยทัศน์ เปิดศึกแรกรับมือน้ำท่วม ปักธง 4 ปีเต็ม รวมข้อมูล 5 กรมเป็นหนึ่งเดียว เคลื่อนเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงเร่งมาตรฐาน ISO-คาร์บอนต่ำ ตั้ง Future Lab รับมือกำแพงการค้าโลก สนองนโยบายรัฐมนตรี
KEY
POINTS
- นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ เผชิญภารกิจแรกในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยเร่งรัดการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรตามกลไกและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม
- ประกาศแนวทางการทำงานโดยจะไม่ริเริ่มนโยบายใหม่ทั้งหมด แต่จะนำนโยบายเดิมมาต่อยอด ทำให้มีความเข้มข้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรขนาดใหญ่ (Big Data)
- มุ่งขับเคลื่อนนโยบายหลัก “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย” เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงและเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการสร้างมาตรฐานสากลรองรับ
ไม่ทันข้ามสัปดาห์แรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่ 33 ก็ต้องเผชิญบททดสอบจริงจากอุทกภัยที่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน เขาก็ประกาศทิศทางการบริหารกระทรวงที่มีบุคลากร 73,847 คนทั่วประเทศไว้ชัดเจนผ่านรายการ THANTALK INTERVIEW ว่าจะไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำ “ของเดิม” มาลงรายละเอียดและทำให้เข้มข้นขึ้น สถานการณ์น้ำท่วม จึงเป็นทั้งภารกิจเร่งด่วนและสนามทดสอบแรกของแนวคิดนี้
ภารกิจแรกวิกฤตน้ำท่วมภาคเกษตร
นายรพีภัทร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ท่าน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด พร้อมเร่งรัดการสำรวจประเมินความเสียหาย เพื่อให้จ่ายเงินเยียวยาได้รวดเร็วที่สุด ข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งครอบคลุมช่วง 3 กันยายน – 4 ตุลาคม ระบุว่ามี 43 จังหวัดได้รับผลกระทบ เกษตรกร 146,137 ราย พื้นที่ประสบภัย 1,896,978 ไร่ และคาดว่าจะเสียหายราว 1.66 ล้านไร่ สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอากาศแปรปรวนในประเทศไทยตอนบน ถึงวันที่ 7 ตุลาคม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำสูงเกินความจุเก็บกักที่ 110%
เครื่องมือเฉพาะหน้าและเงินเยียวยา
กระทรวงเกษตรฯจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไว้ 1,914 เครื่องทั่วประเทศ และเร่งตั้งเครื่องระบายน้ำหลากแล้วที่สิงห์บุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรสาคร ชุมพร และสงขลา พร้อมเตรียมรถบรรทุกน้ำอีก 203 คัน กระจายไปทุกภูมิภาค ส่วนเงินเยียวยาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569
โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือมีสมุดเล่มเขียว และมีพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ข้าวไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผักไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่น ๆ ไร่ละ 6,800 บาท (กรณีชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้ ไร่ละ 3,400 บาท) ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่ถูกหิน ดิน ทราย โคลน หรือซากวัสดุทับถมจนเพาะปลูกไม่ได้ รัฐช่วยค่าขุดลอก ขนย้าย และฟื้นฟูพื้นที่ไร่ละ 16,000 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อครัวเรือน เมื่อน้ำลด เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอจะเข้าช่วยฟื้นฟูสภาพดิน เตรียมสารชีวภัณฑ์ และปรับปรุงบำรุงดิน ให้เหมาะต่อการเพาะปลูก จากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชอายุสั้น เพื่อให้เกษตรกรสร้างรายได้กลับสู่ครัวเรือนได้ในระยะสั้น
เมื่อนโยบายถูกทดสอบด้วยสถานการณ์จริง
กลไกที่ใช้รับมืออุทกภัยครั้งนี้ล้วนเป็นของเดิมของกระทรวง ทั้งระบบ ทะเบียนเกษตรกร เครื่องสูบน้ำ หลักเกณฑ์เยียวยา และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ ส่วนการฟื้นฟูดินและการใช้สารชีวภัณฑ์หลังน้ำลดก็สอดรับกับประเด็นที่ปลัดกระทรวงเน้นเรื่องสุขภาพดินและการลดพึ่งพาเคมีเกษตร ความเร็วของการเยียวยายังขึ้นอยู่กับการสำรวจความเสียหาย และข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับแผน Big Data ที่เคยประกาศจะเชื่อมฐานข้อมูลทุกกรมผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NAC) ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นหนึ่งเดียว จึงไม่ใช่แค่เรื่องการวางแผนการผลิต แต่เป็นเรื่องความเร็วในการช่วยเหลือเกษตรกรยามวิกฤตด้วย
ความต่อเนื่องคือหัวใจ
“ผมชื่นชอบของเก่าครับ” นายรพีภัทร์กล่าว พร้อมอธิบายว่า นโยบายคลาสสิกหลายเรื่องเคยทำมาแล้ว แต่ในยุคนั้นอาจยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว การยกโครงการใหม่ทั้งหมดจึงเท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่ ทั้งที่ของเดิมก็ยังทำไม่เสร็จ จุดเด่นที่มองว่าเป็นข้อได้เปรียบคืออายุราชการที่เหลืออีกอย่างน้อย 4 ปี ทำให้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่องได้ ตั้งแต่แผนงาน แผนงบประมาณ ไปจนถึงการบริหารบุคลากร เป้าหมายปลายทางคือการยกระดับรายได้ภาคเกษตร ให้เกษตรกรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และกล่าวได้เต็มปากว่า “ผมเป็นเกษตรกรไทย”
MOAC Balance Together
ปลัดกระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการบริหารบุคลากรเป็นลำดับแรก โดยจะใช้วัฒนธรรมองค์กรเดียวกันทุกกรม ทุกรัฐวิสาหกิจ และทุกองค์กรมหาชน คือ MOAC Balance Together ต่อยอดจากแนวคิด DOA Together ที่เคยใช้ตอนเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ความหมายของ BALANCE เช่น B คือ Body Healthy and Body Teamwork เน้นสุขภาพดีและทำงานเป็นทีม A คือ Activities and Actions เน้นกิจกรรมที่เชื่อมกับเอกชน ภาครัฐ ประชาชน และครอบครัว เพื่อสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว และ L คือ Love and Legacy คือรักในงานที่ได้รับมอบหมาย และทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานและประเทศชาติไว้อย่างต่อเนื่อง
ตลาดนำการผลิตตลาดนำการวิจัย
ในเชิงนโยบาย ปลัดกระทรวงยึดนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการเป็นหลัก ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” ซึ่งมองว่าเป็นรูปธรรมที่สุด จากพื้นฐานนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ด้านการวิจัย นายรพีภัทร์ ย้ำว่า “ตลาดนำงานวิจัย” คือหัวใจต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับปรุงพันธุกรรมพืช สัตว์ และประมง ให้ตอบโจทย์ ทั้งตลาด การผลิต และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แล้วนำหลักคิดนี้ลงไปในแผนงานของทุกหน่วยงาน
รวมข้อมูลทุกกรมเป็นหนึ่งเดียว : Big Data เกษตร
แผนปฏิบัติการที่จะเริ่มทันทีคือการสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำโดยไม่สร้างระบบใหม่ แต่ใช้ NAC ของ สศก. เป็นแกนกลาง เชื่อมกับฐานข้อมูลของกรมต่าง ๆ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมี Agri-Map ฐานข้อมูลชุดดินทั้งประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีทะเบียนเกษตรกรรายคนรายครัวเรือน กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ซึ่งมีฐานข้อมูลพืช สัตว์ และประมง ทั้งหมดจะเชื่อมผ่าน API เดียวกัน ใช้ชุดข้อมูลเดียวกัน ประมวลผลด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI พร้อมต่อยอดกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชน
นายรพีภัทร์ยกตัวอย่างว่า เมื่อรู้ว่าอำเภอใดมีดินเหมาะกับพืชชนิดใด แล้วเชื่อมกับข้อมูลการผลิตของกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ก็จะวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น โดยย้ำคำที่เคยพูดในเวที FA ที่กรุงโรมว่า “No soil, No food; No healthy soil, No healthy food”
Genome Editing และเกษตรคาร์บอนต่ำ
ด้านนวัตกรรม ปลัดกระทรวงเกษตรสนับสนุน Genome Editing (GEd) ในการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ และประมง ให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคาดว่าจะเผชิญซูเปอร์ เอลนีโญ เขายืนยันว่า GEd ไม่ใช่ GMOs เพราะไม่มีการสอดใส่ Foreign DNA จากสิ่งมีชีวิตอื่น
อีกด้านคือ สินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นทั้งการรับมือโลกร้อนและการตั้งรับมาตรการการค้าเชิงรุกของสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา แนวทางของไทยคือลดการใช้เคมีเกษตรและพลังงานฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างแทรกเตอร์ไฟฟ้า และใช้สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยชีวภาพ และจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ซึ่งช่วยลดการเผาและฝุ่น PM 2.5 พร้อมเปลี่ยนตอซังกลับเป็นปุ๋ยอินทรีย์
จุดต่างที่ย้ำ “มาตรฐาน” ระดับสากล
สิ่งที่ปลัดกระทรวเกษตรฯ บอกว่าจะต่างจากเดิมคือการเน้น มาตรฐาน สินค้าคาร์บอนต่ำต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISO ไม่ใช่ทำตามใจผู้ผลิต ใส่จุลินทรีย์แล้วใช้โดรนพ่นอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องตรวจวัดตามเกณฑ์สากล องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)เป็นผู้กำหนด Methodology ตามมาตรฐาน ISO และกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานราชการแห่งแรกและแห่งเดียวในขณะนี้ ที่ได้รับการรับรองเป็นหน่วยรับรองการกักเก็บและปล่อยคาร์บอนในพืช (VVB) มีเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ตรวจสอบแล้วประมาณ 44 คน และจะร่วมมือกับกรมการข้าวเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำ เมื่อถามว่าเกษตรกรพร้อมปรับเปลี่ยนหรือไม่ เขาตอบว่า หากขายสินค้าปลอดภัยมูลค่าสูงที่เป็นคาร์บอนต่ำได้ราคาดี เกษตรกรก็พร้อมเปลี่ยนแน่นอน
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,242 วันที่ 8 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569







