thansettakij
thansettakij
ไข่ไก่ขาดตลาด วิกฤติทั้งห่วงโซ่ ฟาร์มเจอน้ำท่วม ล้งไร้ของ ไก่ตาย 3.25 ล้านตัว ไข่หายวันละ 2-7 ล้านฟอง

ไข่ไก่ขาดตลาด ไก่ตาย 3.25 ล้านตัว ไข่หายวันละ 2-7 ล้านฟอง ล้งดิ้นแย่งของ

05 ต.ค. 69 | 03:47 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ต.ค. 69 | 04:27 น.

ไข่ไก่สะเทือนทั้งระบบ น้ำท่วม 4 จังหวัดทำไก่ตายกว่า 3.25 ล้านตัว ไข่หายวันละ 7 ล้านฟอง ล้งขาดของ ผู้ค้าต้องแย่งหาไข่ ขณะที่ “ไข่เบอร์ 2” หน้าฟาร์มถูกสะท้อนราคาพุ่งสูงกว่าราคาประกาศ 30–40 สตางค์ต่อฟอง จี้รัฐตามล่าไอ้โม่งปั่นราคาไข่ไก่ในตลาดป่วน

KEY

POINTS

  • สถานการณ์น้ำท่วมใน 4 จังหวัดภาคตะวันออกสร้างความเสียหายแก่ฟาร์มไก่ไข่ ทำให้ไก่ตายกว่า 3.25 ล้านตัว และผลผลิตไข่ไก่หายจากตลาดประมาณวันละ 2-7 ล้านฟอง
  • ผู้ค้าชี้เป้า “ไอ้โม่ง” ปั่นราคา "ไข่ไก่เบอร์ 2” หน้าฟาร์ม ราคาพุ่งสูงกว่าราคาประกาศ 30–40 สตางค์ต่อฟอง
  • กรมปศุสัตว์ออกมาตรการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน 3 ข้อ ได้แก่ การยืดอายุแม่ไก่เพื่อเพิ่มผลผลิต และการลดปริมาณการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว

วิกฤติไข่ไก่กำลังส่งแรงสะเทือนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หลังน้ำท่วม 4 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรี สร้างความเสียหายหนักต่อฟาร์มไก่ไข่ ไก่ตายกว่า 3.25 ล้านตัว ผลผลิตหายจากระบบวันละกว่า 2-7 ล้านฟอง

ขณะที่ล้งและผู้ค้าต้องเผชิญภาวะ “มีเงินแต่ไม่มีไข่” ต้องเร่งหาแหล่งไข่มาทดแทน ท่ามกลางต้นทุนการจัดหาและขนส่งที่สูงขึ้น เมื่อสินค้าเริ่มขาดมือ ราคาจึงไม่ได้ขยับเพียงปลายทาง แต่กำลังไล่ขึ้นมาตลอดห่วงโซ่

โดยเฉพาะ “ไข่เบอร์” หน้าฟาร์ม ซึ่งผู้ค้าในตลาดสะท้อนว่า ราคาหน้าฟาร์มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะไข่เบอร์ 2 หน้าฟาร์มมีราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงถึง 30-40 สตางค์ต่อฟอง  จากสถานการณ์ปกติที่เคยซื้อขายต่ำกว่าราคาอ้างอิงราว 10 สตางค์

ประเด็นนี้กลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดร้อน” ของตลาด เพราะขณะที่ภาครัฐมีการติดตามราคาไข่คละหน้าฟาร์ม แต่ ราคาไข่เบอร์หน้าฟาร์มไม่มีการประกาศราคากลางอย่างเป็นทางการ ทำให้กลไกการซื้อขายขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงของอุปสงค์–อุปทานในแต่ละพื้นที่ สะท้อนตลาดที่กำลังตึงตัวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเปิดคำถามสำคัญว่า ในวันที่ “ไข่ไม่มี” ใครเป็นผู้กำหนดราคาไข่ไก่เบอร์หน้าฟาร์ม?

น้ำท่วม 4 จังหวัด ไก่ไข่ตาย 3.25 ล้านตัว

จากการประชุมวาระเร่งด่วนเรื่อง “การรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่” ของกรมปศุสัตว์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน ที่ประชุมรายงานความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรี พบไก่ไข่ได้รับความเสียหายในหลายช่วงอายุรวมกว่า 3.25 ล้านตัว แบ่งเป็น ไก่ไข่ยืนกรงตาย 2,760,094 ตัว ไก่ไข่รุ่นตาย 483,228 ตัว และไก่ PS ตาย 12,378 ตัว เฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา พบฟาร์มไก่ไข่ได้รับผลกระทบ 14 ฟาร์ม โดยมี 3 ฟาร์มที่ได้รับความเสียหาย 100%

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความเสียหายของเกษตรกร แต่กำลังกลายเป็นปัญหาด้านปริมาณไข่ในตลาด เพราะกรมปศุสัตว์ประเมินว่า ผลผลิตไข่ไก่ลดลงจากระดับปกติประมาณ 2.2–2.5 ล้านฟองต่อวัน เมื่อผลผลิตหายไปในระดับหลายล้านฟองต่อวัน ขณะที่ความต้องการบริโภคยังเดินหน้าตามปกติ ตลาดจึงเข้าสู่ภาวะตึงตัว ผู้ค้าต้องเร่งกระจายแหล่งซื้อ ขณะที่บางล้งสะท้อนว่าปริมาณไข่ที่เข้ามาหายไปมากกว่าครึ่ง

พ่อค้าวิ่งหาไข่ไก่ ตลาดช็อกคาดไข่หาย 7 ล้านฟอง/วัน

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่เกษตรกร แต่ลามถึงผู้รวบรวม ล้ง และผู้ค้าไข่ไก่โดยตรงผู้ประกอบการบางรายสะท้อนภาพตลาดว่า จากเดิมสามารถจัดหาไข่ได้ตามคำสั่งซื้อ ปัจจุบันกลับต้องออกหาไข่จากหลายพื้นที่ และบางช่วงแม้พร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นก็ยังไม่สามารถหาไข่ได้ตามปริมาณที่ต้องการภาวะ “ไข่ไม่มีขาย” จึงกลายเป็นปัญหาคู่ขนานกับ “ไข่ราคาแพง” จากการประเมินทางการวงการขายไข่ไก่ คาดความเสียหายไข่ไก่หายไปจากตลาดกว่าวันละ 7 ล้านฟอง 

 

ผู้ค้าไม่ได้เผชิญเฉพาะต้นทุนสินค้า แต่ยังต้องแบกรับค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแหล่งรับซื้อ ขณะที่ค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งค่าแรง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการยังคงเดินต่อ แม้ปริมาณสินค้าและยอดขายลดลง บางกิจการเริ่มหารือกับพนักงานถึงแนวทางลดต้นทุน รวมถึงการเปิดทางให้พนักงานที่สมัครใจลาออก หรือพิจารณาปรับลดค่าจ้าง เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงวิกฤติ

เปิดปม “ไอ้โม่งไข่เบอร์” หน้าฟาร์มพุ่ง 30–40 สตางค์

เมื่อสินค้าในตลาดมีจำกัด ผู้ค้าจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้ไข่เข้ามาจำหน่าย ส่งผลให้ราคาซื้อขายขยับขึ้นเป็นทอดๆ ตั้งแต่ฟาร์ม ผู้รวบรวม ล้ง ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก ต่างมีต้นทุนของตัวเอง ทั้งค่าขนส่ง คัดแยก สูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อราคาต้นทางสูงขึ้น ต้นทุนจึงถูกส่งผ่านไปตามแต่ละช่วงของห่วงโซ่ ผู้ค้าไข่จึงมองว่า การพิจารณาปัญหาราคาไข่ไม่ควรดูเฉพาะราคาขายปลายทาง แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าต้นทุนเกิดขึ้นตรงไหน และราคาถูกส่งผ่านอย่างไรตั้งแต่ต้นน้ำ

อีกประเด็นที่กำลังถูกจับตามองคือ “ไข่เบอร์” ซึ่งตลาดมีความต้องการสูง แต่แตกต่างจากไข่คละหน้าฟาร์ม ผู้ประกอบการระบุว่า ไข่หน้าฟาร์มไม่ได้มีเฉพาะไข่คละ แต่มีไข่เบอร์ที่ผ่านการคัดขนาดด้วย ขณะที่ ราคาไข่เบอร์หน้าฟาร์มไม่มีการประกาศราคากลางอย่างเป็นทางการ ข้อมูลจากผู้ค้าในตลาดระบุว่า ไข่เบอร์ 2 หน้าฟาร์มช่วงที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่าราคาอ้างอิงประมาณ 30–40 สตางค์ต่อฟอง จากก่อนหน้านี้ที่เคยต่ำกว่าราคาอ้างอิงประมาณ 10 สตางค์ ส่วนต่างดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ปริมาณไข่ในตลาดหายไปหลายล้านฟองต่อวัน และผู้ค้าต้องแข่งขันกันจัดหาสินค้า

กรมปศุสัตว์งัด 3 มาตรการ เติมไข่เข้าระบบ

ด้านกรมปศุสัตว์เร่งใช้มาตรการพยุงตลาด หลังพบผลผลิตหายวันละ 2.2–2.5 ล้านฟอง โดยมีแนวทางหลัก 3 ด้าน

  • มาตรการแรก ยืดอายุไก่ไข่ยืนกรง จากเดิมปลดที่อายุ 80 สัปดาห์ เป็น 85 สัปดาห์ คาดเพิ่มไก่ไข่ยืนกรงในระบบประมาณ 4.4 ล้านตัว และเพิ่มผลผลิตไข่ได้ประมาณ 3 ล้านฟองต่อวัน
  • มาตรการที่สอง ยืดอายุการปลดไก่ไข่ PS จาก 72 สัปดาห์ เป็น 75 สัปดาห์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มลูกไก่ไข่ประมาณ 1.89 ล้านตัวต่อปี โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน
  • มาตรการที่สาม ชะลอและลดการส่งออกไข่ไก่สด เพื่อเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ตลาดในประเทศ โดยจากเดิมส่งออกประมาณ 800,000–900,000 ฟองต่อวัน จะลดเหลือประมาณ 600,000–700,000 ฟองต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569

จับตา “สงครามน้ำ” กระทบราคายาว

แม้มาตรการภาครัฐจะมุ่งเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ระบบ แต่ตลาดยังต้องจับตาการฟื้นตัวของฟาร์มที่ได้รับความเสียหาย เพราะการสูญเสียแม่ไก่จำนวนมากไม่สามารถทดแทนผลผลิตได้ในทันที โจทย์จึงอยู่ที่ว่า มาตรการยืดอายุไก่เดิมและการลดส่งออกจะสามารถชดเชยผลผลิตที่หายไปได้เพียงใด ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมยังมีความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการในตลาดจึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าราคาไข่จะลดลงเมื่อใด แม้พ้นช่วงเทศกาลไปแล้วก็ตาม หากปริมาณแม่ไก่และผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ระดับปกติ ราคาก็มีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องการในเวลานี้ไม่ใช่การโยนความผิดระหว่างฟาร์มกับผู้ค้า แต่คือการเปิดข้อมูลให้เห็นภาพเดียวกันทั้งระบบ เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ฟาร์มได้รับความเสียหาย ล้งบางแห่งไม่มีสินค้า ผู้ค้าต้องซื้อไข่ในราคาสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระปลายทาง แม้แต่สมาคมต่าง ๆ ก็ไม่สามารถควบคุมผู้ประกอบการในเครือข่ายได้ 100% ย่อมมีผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน จึงควรใช้ข้อมูลจริงในการแยกแยะปัญหา มากกว่าการเหมารวมทั้งระบบ

โจทย์จากนี้จึงควรเปิดข้อมูลตั้งแต่ จำนวนฟาร์มที่เสียหาย–จำนวนไก่ที่ตาย–ผลผลิตที่หาย–ราคาไข่คละ–ราคาไข่เบอร์หน้าฟาร์ม–ราคาซื้อของล้ง–ราคาขายส่ง–ราคาปลายทาง เพื่อให้เห็นการส่งผ่านราคาตลอดห่วงโซ่อย่างชัดเจน เพราะวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้มีผู้ชนะ ทางออกจึงไม่ใช่การหาว่า “ใครผิด” เพียงฝ่ายเดียว แต่คือการทำให้ ต้นน้ำอยู่รอด ล้งมีสินค้า ผู้ค้ามีของขาย และผู้บริโภคซื้อไหว ก่อนที่วิกฤติไข่ไก่จะลุกลามกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจตลอดทั้งห่วงโซ่