thansettakij
thansettakij
กรมชลประทาน จ่อชง ครม. 1.65 แสนล้าน ปั้น “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” แก้ท่วม

กรมชลประทาน จ่อชง ครม. 1.65 แสนล้าน ปั้น “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” แก้ท่วม

28 ก.ย. 69 | 06:04 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.ย. 69 | 06:05 น.

จับตา กรมชลประทาน จ่อเสนอ ครม. ทุ่ม 1.65 แสนล้าน ปั้นโครงการ "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย"หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน เร่งระบายมวลน้ำสะสม กทม. 28 ล้าน ลบ.ม. คาดคลี่คลายภาย ใน 2 วัน

KEY

POINTS

  • กรมชลประทานเตรียมเสนอโครงการ "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว
  • โครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้าง 1.65 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 6-7 ปี
  • มีเป้าหมายเพื่อสร้างทางผันน้ำสายใหม่ (Bypass) เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยโดยตรง

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวว่า กรมชลประทานเตรียมนำเสนอโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก่ "โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" เนื่องจากปัจจุบัน การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพียง 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งในตำบลโผงเผง อำเภอบางบาล และอำเภอเสนา แล้ว

จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง ในรอบ 60–70 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถควบคุมการปล่อยน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้ต่ำกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้เพียง 3–4 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางตอนเหนือ ทั้งแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน มีปริมาณมากเกินกว่าศักยภาพการรองรับของลำน้ำเดิม

 

 

ทุ่ม 1.65 แสนล้าน สร้างแม่น้ำสายใหม่ "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" แก้คอขวดเจ้าพระยา

กรมชลประทาน จึงจำเป็นต้องพัฒนาทางผันน้ำเลี่ยงเมือง (Bypass) ออกทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะปรับปรุงเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ ณ ประตูน้ำมโนรมย์ จากเดิมระบายได้ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาอีกสายหนึ่งเพื่อลำเลียงน้ำตรงลงสู่อ่าวไทย โดยโครงการดังกล่าววางวงเงินค่าก่อสร้างไว้ที่ 165,000 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างรวม 6–7 ปี

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นายวิทยา ระบุว่า เกิดจากปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่รวมกว่า 28 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมชลประทานได้บูรณาการร่วมกับกรุงเทพมหานครในการเร่งระบายน้ำออกจากระบบให้เร็วที่สุด โดยปัจจุบันได้เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เพื่อเร่งการระบายน้ำเต็มศักยภาพ 100%

ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มกำลังการระบายน้ำออกทางคลองชายทะเล โดยนำเครื่องสูบน้ำเดิม 15 เครื่อง ร่วมกับเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งเพิ่มเติมอีก 9 เครื่อง รวมเป็น 24 เครื่อง เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ลงสู่ทะเล ทั้งนี้ หากไม่มีปริมาณฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ จะคลี่คลายและระบายออกจากระบบได้ทั้งหมดภายใน 2 วัน

เฝ้าระวังมวลน้ำเหนือ-คุมสมดุลความมั่นคงเขื่อน พร้อมส่งความช่วยเหลือลุ่มต่ำ

ส่วนสถานการณ์น้ำทางตอนบน ปัจจุบันระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีมวลน้ำไหลเข้ามาเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแม่น้ำสแกกรังที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงชั่วโมงละ 2 เมตร ซึ่งกรมชลประทานพยายามหน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนให้ได้มากที่สุด และผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งซ้ายและฝั่งขวาอย่างเต็มความสามารถ แต่หากระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงเกินกว่า 10.5 เมตร อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำลงทางท้ายเขื่อนตามความเหมาะสม

สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น.

สำหรับกรณีเขื่อนบางแห่งที่มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% (Upper Rule Curve :URC) จำนวน 9 แห่ง คือ  1. กิ่วลม จ.ลำปาง 2.กิ่วคอหมา จ.ลำปาง 3. สิรินธร จ.อุบลราชธานี 4. ป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี 5. ขุนด่านปราการชล จ นครนายก 6. คลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 7. ประแสร์ จ.ระยอง 8.นฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี และ 9. แก่งกระจาน เพชรบุรี  ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุลระหว่างการระบายน้ำท้ายเขื่อนกับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างเขื่อน 

ควบคู่กับการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน กรมชลประทานได้ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเร่งจัดส่งเครื่องสูบน้ำไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำ สนับสนุนกระสอบทรายป้องกันชุมชน ตลอดจนแจกจ่ายถุงยังชีพ ข้าวสาร และอาหารแห้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกพื้นที่