
ราคาทอง Q4 จ่อพุ่งแตะ 7 หมื่นบาท นักลงทุนรอโอกาสเทขายลงดอย นำเข้าพุ่ง 6.1 แสนล้าน
ค้าทองไทยยังแรง 7 เดือนนำเข้าแล้ว 128 ตัน มูลค่ากว่า 6.1 แสนล้านบาท ขณะส่งออกทะลุ 2.8 แสนล้านบาท สะท้อนทองคำเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าอัญมณีฯ “จิตติ” คาด Q4 ทองไทยมีโอกาสแตะ 7 หมื่นบาท ทองโลกทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กรมศุลฯจับตานำเข้าพุ่ง กระทบเงินบาท-เงินทุนไหลออก
KEY
POINTS
- คาดการณ์ราคาทองคำในไตรมาสที่ 4 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเกิน 70,000 บาทต่อบาททองคำ จากปัจจัยหนุนด้านภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้น
- การนำเข้าทองคำช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 610,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- นักลงทุนที่ซื้อทองคำไว้ในราคาสูง (ติดดอย) ยังคงถือครองทองคำไว้และรอจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ตลาดในประเทศค่อนข้างซบเซา
การนำเข้าและส่งออกทองคำของไทยในปี 2569 กำลังสะท้อนภาพตลาดทองคำที่มีความเคลื่อนไหวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า ไทยนำเข้าทองคำแล้วปริมาณ 128,713 กิโลกรัม หรือประมาณ 128 ตัน คิดเป็นมูลค่า 610,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลอดปี 2568 ไทยนำเข้าทองคำ 190,654 กิโลกรัม หรือประมาณ 190 ตัน มูลค่า 692,394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% แม้ปริมาณลดลง 4%
สำหรับแหล่งนำเข้าทองคำสำคัญของไทยในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 อันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่า 195,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182% รองลงมา สวิตเซอร์แลนด์ 127,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% ฮ่องกง 116,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% ออสเตรเลีย 43,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1,181% และสิงคโปร์ 26,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%
ด้านการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 70,848 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% ออสเตรเลีย 64,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40,787,022% สิงคโปร์ 46,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 39,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 789% และ สปป.ลาว 27,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 241% สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของเส้นทางการค้าทองคำระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะราคาและความต้องการในแต่ละตลาด
ทองครองกว่าครึ่งส่งออกกลุ่มอัญมณีฯไทย
ขณะที่แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 569,802.91 ล้านบาท ขยายตัว 68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป 285,406.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.33% ขณะที่การส่งออกเครื่องประดับแท้ทำด้วยทองมีมูลค่า 62,628.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพโครงสร้างการส่งออกของกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้อย่างชัดเจน โดยทองคำยังไม่ขึ้นรูปมีมูลค่ามากกว่า 50% ของการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ช่วง 7 เดือนแรก ขณะที่การส่งออกเครื่องประดับทองคำแท้ขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่า
ดังนั้น แม้ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจะขยายตัวถึง 68% แต่แรงส่งสำคัญส่วนหนึ่งยังมาจากทองคำยังไม่ขึ้นรูป ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกสูงกว่าเครื่องประดับแท้ทำด้วยทองอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินค้าเพื่อการค้าและการบริหารจัดการทองคำระหว่างประเทศ มากกว่าการเป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับผลิตเครื่องประดับภายในประเทศ
“จิตติ” ชี้นำเข้าทองยังอยู่ระดับปกติ
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การนำเข้าทองคำของไทยในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยนำเข้าทองคำประมาณ 150-180 ตันต่อปี และในบางปีอาจต่ำกว่า120 ตัน ขณะที่บางปีอาจสูงกว่า 180 ตัน หรือในอดีตเคยมีบางปีที่นำเข้าเกิน 200 ตัน
ทั้งนี้ ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดทองคำ จึงมีโอกาสที่การนำเข้าทองคำในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้น โดยปริมาณนำเข้าในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับระดับราคาทองและความต้องการซื้อขายเป็นสำคัญ โดยปกติประเทศไทยจะนำเข้ามากกว่าส่งออก เพราะต้องนำเข้าทองคำเพื่อรองรับการซื้อขายและการผลิต ขณะที่เมื่อราคาทองปรับตัวสูงมาก ผู้ที่ถือทองคำก็มีโอกาสนำทองออกมาขายหรือส่งออกเพิ่มขึ้น
“ปกติไทยนำเข้าทองคำมากกว่าส่งออก บางปีมีมาก บางปีมีน้อย แต่ถ้าราคาสูงมากก็มีการนำออกมาขายมากขึ้น ส่วนปีนี้ยังมีคนที่ซื้อทองช่วงต้นปีในระดับ 81,900 บาทแล้วติดดอยอยู่ จึงยังถือทองไว้และไม่ได้ขายออกมามาก”
นายจิตติกล่าวว่า ตัวเลขนำเข้าทองคำที่ปรากฏเป็นข้อมูลรวมทั้งทองคำที่นำเข้ามาเพื่อการซื้อขายของร้านค้าทองและทองคำที่นำเข้าเพื่อใช้ในภาคการผลิตเครื่องประดับ โดยท้ายที่สุดแล้วปริมาณการนำเข้าจะขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ หากไม่มีความต้องการก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำเข้ามาเพิ่ม
จับตาทอง Q4 แตะบาทละ 7 หมื่น
สำหรับทิศทางราคาทองคำในประเทศ นายจิตติมองว่า ช่วงไตรมาส 4 มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าช่วงปลายปีราคาทองคำอาจขยับขึ้นไป เกิน 70,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสกลับขึ้นไป เกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ปัจจัยที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำมาจากหลายด้าน ทั้งความไม่เชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่หลายประเทศและธนาคารกลางเพิ่มการถือครองทองคำ รวมถึงสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนหันมาถือทองคำเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน นายจิตติระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งตามปกติจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ข่าวการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว จึงทำให้การตอบสนองของราคาทองแตกต่างจากภาวะปกติ
สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก นายจิตติระบุว่า ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากช่วงต้นปีที่อยู่ในระดับสูงกว่านี้ โดยราคาที่ปรับลดลงมีปัจจัยจากสงครามและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ลดลงก็เป็นแรงกดดันด้านหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความต้องการทองคำยังได้รับแรงหนุนจากบางประเทศที่ลดการถือครองเงินดอลลาร์ เนื่องจากความกังวลด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศ และหันมาถือทองคำมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่มองว่าจะสนับสนุนราคาทองในไตรมาส 4
ตลาดทองไทยซบเซา กำลังซื้อชะลอ
ด้านสถานการณ์ซื้อขายทองคำในประเทศปัจจุบัน นายจิตติกล่าวว่า ตลาดค่อนข้างซบเซา เนื่องจากราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงและปรับขึ้นลงมาระยะหนึ่ง ขณะที่ผู้ที่ซื้อทองไว้ในช่วงต้นปีและยังขาดทุนอยู่ไม่ต้องการขาย ทำให้เงินจมอยู่กับทองคำและไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่ผู้ซื้อรายใหม่ก็มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ
สำหรับตลาดทองรูปพรรณก็อยู่ในภาวะซบเซาเช่นกัน โดยการซื้อขายในพื้นที่เยาวราชอยู่ในลักษณะใกล้เคียงกันทั้งฝั่งซื้อและขาย ส่วนร้านทองในต่างจังหวัดบางแห่งมีการปิดตัวลง แต่โดยภาพรวมยังไม่มีการลดจำนวนพนักงานในวงกว้าง
ทั้งนี้ ราคาทองคำในประเทศ ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 12.43 น. ซึ่งสมาคมค้าทองคำประกาศครั้งที่ 11 ของวัน ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 67,550 บาท และขายออกบาทละ 67,750 บาท ส่วนทองรูปพรรณ 96.5% มีฐานภาษีบาทละ 66,203.72 บาท และขายออกบาทละ 68,550 บาท
นายจิตติกล่าวว่า หากต้องการให้ตลาดทองคำกลับมาคึกคัก ปัจจัยสำคัญคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี ทองคำก็มีโอกาสขายดีขึ้น แต่หากเศรษฐกิจซบเซา ประชาชนจะนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อน
ศุลกากรชี้นำเข้าทอง 11 เดือนพุ่ง 9.01 แสนล้าน
ขณะที่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตัวเลขที่ต้องจับตาคือการนำเข้าสินค้าของไทยในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 โดยพบว่ามูลค่าการนำเข้าทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ติดอันดับ 3 ของสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงสุด อยู่ที่ 901,114.85 ล้านบาท คิดเป็นมากกว่า 8% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวม และเพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทองคำที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็น ทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.99% ซึ่งได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า ก่อนนำมาหลอมแปรสภาพเป็นทองคำ 96.5% เพื่อใช้ในประเทศ รวมถึงส่งออกกลับไปเข้าโรงรีไฟน์ในต่างประเทศเพื่อปรับคุณภาพตามมาตรฐานสากล LBMA
นายพันธ์ทองระบุว่า มูลค่าการนำเข้าทองคำอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งในช่วงเดียวกันมีมูลค่า 1,086,430 ล้านบาท โดยการนำเข้าสินค้าทั้งสองประเภทในปริมาณมากถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้า หากตัดมูลค่าการนำเข้าทองคำและน้ำมันดิบออก ไทยจะกลับมาเกินดุลการค้าประมาณ 4 แสนล้านบาท
ธปท.จับตาทอง กระทบบาท-เงินทุนไหลออก
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือผลของการนำเข้าทองคำต่อค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยนายพันธ์ทองระบุว่า การนำเข้าทองคำในปริมาณมากอาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากผู้นำเข้าต้องนำเงินบาทไปแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้ซื้อทองคำ ขณะเดียวกัน การโอนเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศเพื่อซื้อทองคำจำนวนมากยังส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก หรือ Capital Outflow
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงติดตามข้อมูลการนำเข้าและการเคลื่อนย้ายทองคำอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางกำกับดูแล โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างภาษีนำเข้าทองคำ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งมีการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้า เช่น มาเลเซียจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ 10% และอินเดีย 15%







