
จับตา กรมการข้าว จ่อรับรอง 7 พันธุ์ใหม่ ดัน “หอมสยาม-สุวรรณภูมิ 1” เพิ่มทางเลือกชาวนา
กรมการข้าวนัดถก 22 ก.ย. รับรองพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์ เปิดชื่อ “กข121–123–หอมสยาม–สุวรรณภูมิ 1” จับตา “เกรียงศักดิ์” ชี้ไทยเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์สู้ต้นทุนพุ่ง-ต่างชาติรุกตลาด
KEY
POINTS
- กรมการข้าวเตรียมประชุมพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ 7 พันธุ์ในวันที่ 22 กันยายน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวนา
- ชูพันธุ์เด่นคือ "หอมสยาม" และ "สุวรรณภูมิ 1" ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และมีคุณภาพการหุงต้มดี
- พันธุ์ใหม่ที่เสนอครอบคลุมทั้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว และข้าวบาร์เลย์ โดยมีจุดเด่นร่วมกันคือให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมและต้านทานโรค
- เกษตรกรต้องรู้รอบด้าน กระแสถกเถียงเรื่องเมล็ดพันธุ์ ไม่ควรจำกัดแค่ “เก็บเมล็ดพันธุ์ได้หรือไม่” แต่ต้องมองผลกระทบต่อวิถีชาวนาและห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการข้าวเตรียมเดินหน้าพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ ประจำปี 2569 โดยคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว มีกำหนดประชุมในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 7 สายพันธุ์ คาดมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในที่ประชุม
เปิดโผ 7 พันธุ์ใหม่
สำหรับพันธุ์ข้าวที่เสนอเข้าสู่การพิจารณา ประกอบด้วย
1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1
- เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121
- ผู้เสนอสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว
- วัตถุประสงค์ ปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงผลผลิตสูง ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สำหรับใช้ปลูกในพื้นที่นาชลประทาน
ลักษณะเด่น
1.ผลผลิตสูง (เฉลี่ย 835 กิโลกรัมต่อไร่ ) สูงกว่าพันธุ์ กข41 (729 กิโลกรัมต่อไร่) และกข57 (728กิโลกรัมต่อไร่) คิดเป็นร้อยละ 13 และ 10 ตามลำดับ มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงถึง 1,050 กิโลกรัมต่อไร่
2.ค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน ้าตาล
3.ทนต่อน้ำท่วมฉับพลันในระดับปานกลาง
4.ทนเค็มในระดับปานกลาง
พื้นที่แนะนำ
- พื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง
ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
- ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง
2. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1
- เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123
- ผู้เสนอ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว
- วัตถุประสงคเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดดี ต้านทานต่อโรคไหม้ สำหรับใช้ปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนของภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและตะวันตก
ลักษณะเด่น
1.ผลผลิตสูง 816 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 (523 กิโลกรัมต่อไร่) และ กข 59 (652 กิโลกรัมต่อไร่) คิดเป็นร้อยละ 56 และ 25 ตามลำดับ ให้ศักยภาพผลผลิตสูงสุด 971 กิโลกรัมต่อไร่
2.ต้านทานต่อโรคไหม้ ในระยะกล้าที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก และค่อนข้างต้านทานโรคขอบใบแห้งในเขตภาคเหนือตอนล่าง
3.คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาวมาก รูปร่าง เรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้
4.คุณภาพการหุงต้มรับประทานดี ข้าวหุงสุกมีลักษณะนุ่ม ค่อนข้างเหนียว สีขาวนวล ผิวค่อนข้างเลื่อมมัน
พื้นที่แนะนำ
พื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันตก
"หอมแม่โจ้" ชูจุดเด่น อายุสั้นเทียบเคียงหอมปทุม
3. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1
- เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์หอมแม่โจ้ 91 ปี
- เสนอโดยศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ข้าว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นผู้เสนอ
- วัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเจ้าหอมไทย ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ที่เหมาะสำหรับในเขตชลประทานพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ลักษณะเด่น
1.เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน สั้นกว่าพันธุ์ปทุมธานี 1 ประมาณ 13 วัน
2.ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยในฤดูนาปี 2568 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 926 กิโลกรัมต่อไร่ ใกล้เคียงพันธุ์ปทุมธานี 1 และให้ศักยภาพผลผลิตสูงสุด 1,226 กิโลกรัมต่อไร่ ที่อำเภอพร้าวจังหวัดเชียงใหม่
3.คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม โดยมีปริมาณอมิโลส 15.05 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณสารหอม 2AP สูงถึง 1.94 ppm ใกล้เคียงกับพันธุ์ปทุมธานี 1
พื้นที่แนะนำ
พื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนบน
4.ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์หอมสยาม
- เสนอโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
- วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง เมล็ดยาวเรียว อมิโลสต่ำ อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลันเหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝน
ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตเฉลี่ย 697 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ105 (440 กิโลกรัมต่อไร่) ร้อยละ 59 มีศักยภาพสูงสุด 1016 กิโลกรัมต่อไร่
2. ข้าวเจ้าหอมนุ่ม เมื่อหุงสุกมีกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105
3. ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้า
4. ทนทานต่อสภาพแล้งได้ดีกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ105
พื้นที่แนะนำ
- พื้นที่อาศัยน้ำฝนที่ประสบปัญหาการระบาดของโรคไหม้ หรือสภาวะแล้ง เช่น พื้นที่นาดอนเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
5.ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์สุวรรณภูมิ 1
- เสนอโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.)
ลักษณะเด่น
1.มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 605 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 516 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 17 นอกจากนี้ยังมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดที่แปลงเกษตรกร จ.ร้อยเอ็ด 1,009 กิโลกรัมต่อไร่
2.ข้าวเจ้าหอมนุ่ม ไวต่อช่วงแสง มีคุณสมบัติการหุงต้มคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105
3.ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลัน (ระยะแตกกอ 14 วัน น้ำใส)
พื้นที่แนะนำ
- พื้นที่นาน้ำฝนในเขต ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
1. อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ และโรคเมล็ดด่างเช่นเดียวกับพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105
2. อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดกำแพงเพชร,พระนครศรีอยุธยา,สระบุรี เป็นต้น
6. ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2
- เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28
- เสนอโดยศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว
วัตถุประสงค์
- เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง ต้านทานต่อโรคไหม้ มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ คุณภาพหุงต้มและรับประทานดีเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร
ลักษณะเด่น
1.เป็นข้าวผลผลิตสูง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 760 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ กข6 ( 681 กิโลกรัมต่อไร่)คิดเป็นร้อยละ12 มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงสุด 907 กิโลกรัมต่อไร่
2.ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้า
3.เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม โดยมีปริมาณ 2AP ในเมล็ดข้าวสาร เท่ากับ 4.71 ppm คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี
ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
- อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวง โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่วเช่นเดียวกับพันธุ์ กข6
7.ข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ FN BLS#140
- เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1
- เสนอโดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว
วัตถุประสงค์
- เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวบาร์เลย์ผลผลิตสูง และมีคุณภาพมอลต์ที่เหมาะสมใช้ทำเบียร์
ลักษณะเด่น
1.ผลผลิตสูง (373 กิโลกรัมต่อไร่) สูงกว่าพันธุ์สะเมิง 1 (223 กิโลกรัมต่อไร่) และสะเมิง 2(318 กิโลกรัมต่อไร่) คิดเป็นร้อยละ 67 และ 17 ตามลำดับ ให้ผลผลิตสูง 524 กิโลกรัมต่อไร่
2.ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล
3.คุณภาพมอลต์เหมาะสมสำหรับการผลิตเบียร์
พื้นที่แนะนำ
- ภาคเหนือตอนบน
ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
- ไม่ควรปลูกหลังเดือนธันวาคม เนื่องจากอาจกระทบอากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่ำ
ถอดโจทย์ชาวนา: 'ผลผลิตต่อไร่' คือหัวใจหลัก
นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย และที่ปรึกษาสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ในสภาวะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาพันธุ์ข้าวใหม่อยู่เสมอ โจทย์แรกและเป้าหมายสูงสุดของชาวนาในการตัดสินใจเลือกพันธุ์ข้าว ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวไทยหรือพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่นำเข้ามาปลูก คือ "ผลผลิตต่อไร่" เป็นหลัก ร่วมกับคุณสมบัติการเป็นพันธุ์ข้าวอายุสั้นและดูแลรักษาง่าย
ขณะที่มุมมองของผู้ประกอบการโรงสี ภาคการส่งออก และตลาดผู้บริโภค การจะตอบโจทย์ได้ครบถ้วนหรือไม่นั้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จากการนำลงไปปลูกและซื้อขายจริงในสนามแข่งขัน การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่อย่างต่อเนื่องถือเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับเกษตรกร ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีการพัฒนานวัตกรรมพันธุ์ข้าวใหม่โดยยึดโจทย์ของชาวนาและผู้ประกอบการเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศคู่แข่งมีการออกพันธุ์ข้าวใหม่อย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจะหันไปเลือกพันธุ์ข้าวต่างชาติที่ตอบโจทย์ชีวิตและต้นทุนของพวกเขามากกว่า
สแกน พ.ร.บ.พันธุ์พืช - ข้อตกลง UPOV: ต้องรอบคอบ
ประเด็นการเตรียมแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และการเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลได้และผลเสีย รวมถึงเงื่อนไข กฎ กติกา ที่อาจเป็นข้อจำกัดหรือสร้างภาระต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวและการค้าต่างประเทศ
แม้ประเด็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อจะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมาก แต่ประเด็นสำคัญที่แท้จริงคือ ขีดความสามารถด้านการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทย ทั้งโดยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่างๆ ว่ามีเทคโนโลยีและศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้หรือไม่
หากไทยก้าวเข้าสู่เวทีการคุ้มครองพันธุ์พืชในขณะที่ศักยภาพการแข่งขันยังสู้ไม่ได้ อาจเกิดบทเรียนเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมข้าวโพด ที่พันธุ์พืชดั้งเดิมทยอยสูญหายไป และถูกทดแทนด้วยพันธุ์ใหม่จากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ดังนั้นการพิจารณาโครงสร้างกฎหมายและการคุ้มครองพันธุ์พืชจึงต้อง ประเมินทั้งข้อเด่น ข้อด้อย พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรอง และพันธุ์ข้าวในอดีตอย่างรอบคอบ
ผ่าโครงสร้างเมล็ดพันธุ์: ส่วนต่างลอยลำ 7 แสนตัน
จากการสำรวจปริมาณการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปัจจุบัน พบโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของกำลังการผลิตอย่างน่าตกใจ
- กรมการข้าวและศูนย์ข้าวชุมชน: ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ราว 100,000 – 200,000 ตัน/ปี
- ภาคเอกชน (ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์): ผลิตได้ราว 300,000 – 400,000 ตัน/ปี
- ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ทั้งประเทศ: สูงถึงประมาณ 1,200,000 ตัน/ปี
จากตัวเลขข้างต้นส่งผลให้มี ส่วนต่างเมล็ดพันธุ์ข้าวลอยอยู่ในระบบถึงประมาณ 700,000 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าวนาปีหรือข้าวนาน้ำฝน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่เกษตรกรจำเป็นต้องทำพันธุ์และเก็บไว้ปลูกเองตามสภาพ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองและมีคุณภาพยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศ ตัวเลขเมล็ดพันธุ์ที่ลอยอยู่ 7 แสนตันนี้ จึงเป็นดรรชนีชี้วัดถึงขีดความสามารถและทิศทางการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของไทยว่ามีความชัดเจนเพียงพอแล้วหรือยัง
เกษตรกร 'ตื่นรู้' เรียกร้องความรู้ครบมิติ
กระแสความเคลื่อนไหวและข้อถกเถียงในโลกออนไลน์ เป็นไปในกระแสเดียวกัน คือ "ค้านการแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542" สะท้อนว่าเกษตรกรไม่ได้ "ตื่นตูม" แต่กำลัง "ตื่นรู้" เกษตรกรพร้อมรับฟังและต้องการการให้ความรู้ที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าแค่คำอธิบายสั้นๆ ว่า "เก็บเมล็ดพันธุ์ได้หรือไม่ได้" เนื่องจากแนวทางนโยบายและกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวนาและห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะยาว







