
จับตารื้อ พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2542 เปิดศึกความเห็น ใครได้–ใครเสีย?
กรมวิชาการเกษตร ผ่าตัดกฎหมายพันธุ์พืช ปลด 6 คอขวดสกัดลงทุนวิจัย “สำปะหลังไทย” เสี่ยงถูกคู่แข่งไล่แซง ชาวนาจี้ตอบโจทย์ได้–เสีย ขณะ 146 องค์กรประชาชนลุยจับตา FTA ไทย–อียู ชู 4 ปม “เกษตร–ยา–เหล้า–ดิจิทัล” ย้ำต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารับฟังความเห็นเพื่อแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับกฎหมายให้เป็นสากลและผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์โลก
- ฝ่ายนักปรับปรุงพันธุ์พืชสนับสนุนการแก้ไข โดยชี้ว่าการคุ้มครองสิทธิที่เข้มแข็งขึ้นจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งปัจจุบันยังขาดแคลน
- กลุ่มชาวนาและเกษตรกรแสดงความกังวลว่ากฎหมายใหม่อาจจำกัดสิทธิดั้งเดิมในการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และเรียกร้องให้ภาครัฐชี้แจงผล กระทบและข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน
กรมวิชาการเกษตร จัดประชุมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในระบบสากล (UPOV 1991) มุมมองของนักปรับปรุงพันธุ์พืช และมุมมองของเครือข่ายเกษตรกรต่อกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช ,นักปรับปรุงพันธุ์พืชทุกภาคส่วน,ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนสมาคม องค์กร และหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล เพื่อยกระดับกฎหมายให้รองรับการวิจัย การลงทุน และการแข่งขันในตลาดพันธุ์พืชยุคใหม่ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569
ชู 3 ประเด็นใหญ่ ปรับใหญ่กฎหมายปี 42 สู่สากล
นายป่าน ปานขาว รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยผ่านบนเวทีรับฟังความคิดเห็น ถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายว่า การแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นไปตามนโยบายของกรมวิชาการเกษตรที่มุ่งดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชเขตร้อนของโลก โดยมีประเด็นหลักในการปรับปรุง 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย
1.การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่: ยกระดับการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
2.การเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมพืชและการแบ่งปันผลประโยชน์: อำนวยความสะดวกด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้แก่นักวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์
3.การขึ้นทะเบียนชุมชนและการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น: ช่วยให้ชุมชนที่มีกิจกรรมอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืชสามารถดำเนินการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดคล้องกับบริบทการอนุรักษ์พันธุ์พืชของชุมชน
ไทม์ไลน์ร่าง RIA ฉบับเต็ม ลุยรับฟังเสียง ก.พ.
การจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นรวม 2 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้แทนภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมประมาณ 200 ท่าน
- ครั้งที่ 1: จัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์วิว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
- ครั้งที่ 2: จัดขึ้น ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569
สำหรับ ขั้นตอนถัดไปการยกร่างราชบัญญัติฉบับเต็ม ซึ่งจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขระยะเวลา อายุการคุ้มครอง และมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ โดยจะนำขึ้นระบบรับฟังความคิดเห็น (RIA) บนเว็บไซต์เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน จากนั้นจะนำผลวิเคราะห์ทั้งข้อเห็นด้วยและข้อหักล้างมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2570
"พันธุ์พืชคือเทคโนโลยีมูลค่าสูง" แต่ไทยขาดแรงจูงใจในการลงทุน
ด้าน ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล หัวหน้าภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร และนายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ขอพูดในฐานะนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว สังคมส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าพันธุ์พืชเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นเทคโนโลยีขั้นต่ำ (Low Technology)
ทั้งที่จริงแล้ว พันธุ์พืชคือเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาก แต่การพัฒนาพันธุ์พืชในไทยกลับเป็นไปอย่างล่าช้า โดยตลอด 40–50 ปีที่ผ่านมา ที่ไทยมีพันธุ์มันสำปะหลังการค้าออกสู่ตลาดรวมเพียง 20 กว่าพันธุ์เท่านั้น เป็นผลมาจากภาครัฐขาดการสนับสนุนและไม่มีแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
"การพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้เวลาและความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาระหว่าง 7–10 ปี ต่อ 1 พันธุ์ และมีค่าใช้จ่ายปีละหลายล้านบาท ตัวอย่างเช่น มันสำปะหลัง ต้องผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ลูกผสมกว่า 10,000 สายพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ดีเพียง 1 พันธุ์เท่านั้น หากไม่มีระบบคุ้มครองทางกฎหมายที่มั่นคง ผู้พัฒนาจะไม่สามารถปกป้องสิทธิ์หรือได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน"
คุ้มครองเฉพาะ "พันธุ์ใหม่”
ต่อข้อกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 และแนวคิดการเข้าสู่อนุสัญญา UPOV ผศ.ดร.ปิยะ ยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อกดขี่เกษตรกรหรือเอื้อประโยชน์ให้นายทุนผูกขาด แต่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของนักปรับปรุงพันธุ์ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:
- คุ้มครองเฉพาะ "พันธุ์พืชใหม่" ที่ออกวางจำหน่ายยังไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น ส่วนพันธุ์พืชดั้งเดิมหรือพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในประเทศไทย เกษตรกรยังคงมีสิทธิ์นำไปปลูกและขยายพันธุ์ได้ตามปกติ
- การผ่านด่านมาตรฐาน DUS: พันธุ์พืชใหม่ที่จะได้รับการคุ้มครอง ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ D (Distinctness - ความโดดเด่นแปลกใหม่), U (Uniformity - ความสม่ำเสมอ) และ S (Stability - เสถียรภาพในการขยายพันธุ์)
- สิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์: กฎหมายยังคงเปิดช่องให้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในแปลงของตนเองได้ แต่ต้องมีการจัดทำข้อตกลงที่เป็นธรรมกับการขยายพันธุ์เพื่อการค้าในเชิงปริมาณมาก
- หลักการ EDV (Essentially Derived Variety): กรณีที่มีการนำพันธุ์ดั้งเดิมที่ได้รับความคุ้มครองไปดึงยีนหรือผสมข้ามเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างพันธุ์ใหม่ ผู้พัฒนาพันธุ์ต่อยอดจะต้องแบ่งปันผลตอบแทนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของพันธุ์แรก
เปิดสาเหตุทำไม "ข้าว" ถึงพัฒนาช้ากว่า "ข้าวโพด"?
ในมิติการค้าเกษตร ความแตกต่างทางพันธุกรรมของพืชส่งผลต่อโครงสร้างตลาดและแรงจูงใจในการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด:
- ข้าว (พืชผสมตัวเอง): ข้าวไทยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์แท้ (Pureline) ซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเองได้ ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนวิจัย เพราะขายเมล็ดพันธุ์ได้เพียงครั้งเดียวในราคาต่ำ (ประมาณ 60–70 บาท/กก.) ไม่คุ้มทุน ทั้งนี้ หากเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์เองโดยขาดความรู้ เมล็ดพันธุ์จะเกิดการปน (Off-type) และคุณภาพผลผลิตจะตกต่ำลง
- ข้าวโพด (พืชผสมข้าม): ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) หากเก็บเมล็ดไปปลูกต่อ ผลผลิตจะลดลงอย่างมาก เกษตรกรจึงยินดีซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ทำให้เกิดการแข่งขันสูงในภาคเอกชน ในตลาดจีนมีพันธุ์ข้าวโพดให้เลือกมากกว่า 3,000 พันธุ์
นอกจากนี้ ในกลุ่มพืชอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทุ่มเทพัฒนาสายพันธุ์แท้ (Inbred Line) มานานกว่า 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2011) จนได้สายพันธุ์ลูกผสมที่มีศักยภาพต้านทาน โรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) กว่า 60 สายพันธุ์ รวมถึงในอดีตมูลนิธิพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เคยลงทุนซื้อลิขสิทธิ์สายพันธุ์ยีน แวกซี่ (Waxy Cassava) จากต่างประเทศในราคา 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 30 ล้านบาท) เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังแวกซี่มูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน
ผ่า 6 คอขวด และ 4 โจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อนไทยสู่ "ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์"
จากการสัมมนาเชิงเทคนิคของสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กันยายน ได้สรุป 6 คอขวดสำคัญ ของวงการพันธุ์พืชไทย ได้แก่
- ขาดงบประมาณลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์จากภาครัฐ
- กฎหมายตีความยากและมีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ซ้ำซ้อน
- การปกป้องสิทธิ์ของผู้คิดค้นไม่ชัดเจน
- ข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรทางพันธุกรรม
- ขาดการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างงานวิจัยกับตลาด (เช่น กระทรวงพาณิชย์)
- ขาดความเข้าใจในธรรมชาติทางชีววิทยาที่แตกต่างกันของพืชแต่ละชนิด
ผศ.ดร.ปิยะ ย้ำว่า การแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับใหม่ จำเป็นต้องตอบโจทย์ 4 คำถามสำคัญ ให้ได้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางการส่งออกเมล็ดพันธุ์และบุคลากรนักปรับปรุงพันธุ์ในระดับสากล
- ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์กล้าลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่หรือไม่?
- เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์พืชและส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมหรือไม่?
- ช่วยให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่?
- สร้างกติกาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้สำหรับภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และเกษตรกร ในการทำงานร่วมกันหรือไม่?
"กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ใช่เรื่องของการบีบบังคับหรือการผูกขาด แต่คือการสร้าง 'ระบบนิเวศนวัตกรรม' (Innovation Ecosystem) หากตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อนี้ได้ จะช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน" ผศ.ดร.ปิยะ กล่าวสรุป
ชี้ต้องตอบให้ชัด แก้กฎหมายแล้วชาวนาได้- เสียอะไร
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชหรือเพิ่มขีดความสามารถของไทย แต่ต้องตอบให้ได้ว่า หลังแก้กฎหมายแล้ว เกษตรกรจะมีประโยชน์อะไร และบริบทการใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด
“สิ่งที่ชาวนาต้องการทราบคือ แนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมีอะไรบ้าง ข้อจำกัดและทางเลือกของเกษตรกรจะเป็นอย่างไร รวมถึงการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง การแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายในกลุ่มเกษตรกร จะได้รับผลกระทบหรือไม่”
ห่วงพันธุ์ข้าวดั้งเดิม ต้นทุนของชาวนา-สมบัติชาติ
นายปราโมทย์ กล่าวว่า พันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทยถือเป็นต้นทุนของชาวนาและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ เมื่อมีการนำพันธุ์ไปพัฒนาปรับปรุงจนเกิดสิทธิในพันธุ์พืชหรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า สิทธิดังกล่าวจะสร้างข้อได้เปรียบหรือข้อจำกัดต่อเกษตรกรและประเทศอย่างไร
ประเด็นสำคัญคือ ต้องกำหนดขอบเขตการใช้พันธุ์ของเกษตรกรให้ชัด โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่มีต้นกำเนิดจากพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เกษตรกรควรมีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์เหล่านี้ในระดับใด และต้องมีเงื่อนไขหรือการขออนุญาตมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชกลายเป็นข้อจำกัดต่อการผลิตของชาวนา
ขณะเดียวกัน ภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนไทย ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงพันธุ์ว่า สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงต้องมีมาตรการปกป้องเกษตรกร พันธุ์ข้าวไทย ฐานข้อมูลพันธุ์ข้าว และระบบการเข้าถึงพันธุ์ไทยอย่างเหมาะสม
เมล็ดพันธุ์เปลี่ยนตามวิถีการผลิต เสี่ยงพันธุ์ดั้งเดิมหาย
นายปราโมทย์กล่าวต่อว่า ในอดีตเกษตรกรนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและต่อพันธุ์สำหรับฤดูเพาะปลูกถัดไป โดยไม่ได้มุ่งหมายเพื่อการจำหน่าย แต่ปัจจุบันรูปแบบการใช้เมล็ดพันธุ์เปลี่ยนไป เกษตรกรเก็บไว้ใช้เองเพียงบางส่วน ขณะที่มีการซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายระหว่างเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการผลิต
อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์มีอายุและคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาและสภาพการเพาะปลูก หากมีพันธุ์ปนหรือคุณภาพลดลง การรักษาความบริสุทธิ์ของพันธุ์ให้เหมือนเดิมจึงทำได้ยาก เมื่อถึงจุดหนึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องจัดหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก ซึ่งอาจทำให้พันธุ์ที่ใช้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากพันธุ์ดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ จะมีระบบอย่างไรในการรักษาพันธุ์ดั้งเดิม และทำให้เกษตรกรยังสามารถเข้าถึงและนำพันธุ์เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้พันธุ์ดีๆ ค่อยๆ หายไปจากระบบ
ใช้เมล็ดพันธุ์ปีละ 1-1.2 ล้านตัน รัฐต้องตอบโจทย์ให้ได้
ปัจจุบันเกษตรกรมีการใช้พันธุ์ข้าวหลากหลาย โดยมีความต้องการเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกประมาณ 1.0-1.2 ล้านตันต่อปี แต่หน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ จึงเกิดช่องว่างที่เปิดให้มีการจัดหาเมล็ดพันธุ์จากแหล่งต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและความสม่ำเสมอของพันธุ์
ประเด็นนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐว่า จะสร้างระบบผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรได้อย่างไร หากไม่สามารถดำเนินการได้ พันธุ์ดีและพันธุ์ดั้งเดิมอาจค่อยๆ ลดบทบาทหรือถูกกลืนหายไปจากระบบ และท้ายที่สุดเกษตรกรอาจมีทางเลือกน้อยลงในการจัดหาเมล็ดพันธุ์สำหรับการผลิต
จี้เปิดรายละเอียด ใครได้-ใครเสียจากกฎหมายใหม่
นายปราโมทย์กล่าวว่า ในการออกแบบกฎหมายหรือมาตรการใหม่ หลายเรื่องอาจดูดีในเชิงหลักการ แต่เมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติ ภาระและต้นทุนอาจตกอยู่กับเกษตรกร ขณะที่ปัญหาพื้นฐานของชาวนา ทั้งแหล่งน้ำ เมล็ดพันธุ์ ต้นทุนการผลิต ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และน้ำมัน ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องได้รับการแก้ไข
“บางอย่างเวลาคิดดูสวยหรู แต่สุดท้ายภาระต่างๆ ตกมาอยู่ที่ชาวนา และหาคนรับผิดชอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องตอบให้ชัดว่าชาวนาได้อะไร เสียอะไร และมีหลักประกันอะไรบ้าง”
ทั้งนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ในรูปแบบที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อเกษตรกร โดยต้องการให้ภาครัฐเปิดเผยรายละเอียดของการแก้ไขกฎหมาย ผลกระทบต่อการใช้เมล็ดพันธุ์ สิทธิของเกษตรกร การรักษาพันธุ์ข้าวดั้งเดิม ตลอดจนผลประโยชน์และต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละภาคส่วน เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายไม่กลายเป็นภาระหรือจำกัดทางเลือกของชาวนาในอนาคต
เปิด 4 ปมร้อน FTA ไทย-อียู “เกษตร-ยา-เหล้า-ดิจิทัล”
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ รับหนังสือจาก น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน ในฐานะตัวแทนองค์การภาคประชาชน 146 องค์กร (17 ก.ย. 69) เพื่อเรียกร้องให้ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันรัฐบาล รวมถึงคณะผู้แทนเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและสิทธิของประชาชน ก่อนการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มีหน้าที่รับฟังข้อกังวลจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะประเด็น FTA ไทย–อียู ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลพบว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประเด็นแรก เกษตรและเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและอำนาจต่อรองในระบบตลาด จึงจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบจากกติกาการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
ประเด็นที่สอง สาธารณสุขและยา ต้องติดตามว่าข้อกำหนดภายใต้ความตกลงจะส่งผลต่อการเข้าถึงยา ต้นทุนด้านสาธารณสุข และประชาชนอย่างไร ขณะที่ ประเด็นที่สาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาทั้งมิติการค้าและผลกระทบต่อสังคม ส่วน ประเด็นที่สี่ ดิจิทัล ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกติกาการค้าสมัยใหม่ครอบคลุมถึงข้อมูล เทคโนโลยี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น จึงต้องติดตามท่าทีการเจรจาและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“ทั้ง 4 เรื่องเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหน้าที่ของเราในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะติดตามผลกระทบ รวมถึงพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำชี้แจง ตลอดจนทีมเจรจาว่ามีท่าทีอย่างไร และได้คำนึงถึงผลกระทบด้านลบอย่างเพียงพอและรัดกุมหรือไม่” นายวีระยุทธกล่าว







