
2 สมาคม เบรก พ.ร.บ.ทุเรียน หวั่นเก็บเงินเซสส์ 2 บาท พ่นพิษกดราคาชาวสวน
ร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนจ่อเข้าสภา 2 สมาคมออกโรงเบรก หวั่นเก็บเงินเซสส์ส่งออกสูงสุด กิโลละ 2 บาท เพิ่มต้นทุนล้ง ก่อนถูกผลักกลับไปกดราคารับซื้อหน้าสวน ย้ำกฎหมายต้องคุมคุณภาพ ไม่ใช่แค่ตั้งกองทุน
KEY
POINTS
- 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย และสมาคมทุเรียนไทย คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ทุเรียน ที่มุ่งเน้นการจัดตั้งกองทุนและเก็บเงินค่าธรรมเนียม (เซสส์)
- แสดงความกังวลว่าการเก็บค่าเซสส์ส่งออกในอัตราสูงสุด 2 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ผู้ส่งออกผลักภาระต้นทุนกลับไปกดราคารับซื้อทุเรียนจากชาวสวน
- เสนอว่ากฎหมายควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะการแก้ปัญหา "ทุเรียนอ่อน" และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบลงโทษ มากกว่าการเก็บเงิน
“ฐานเศรษฐกิจ” ยังคงเกาะติดร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทุเรียน พ.ศ. ... ถูกผลักดันและหารือมาแล้วกว่า 2 ปี โดยมีทั้งข้อเสนอและเสียงคัดค้านจากภาคเกษตรกร ผู้ค้า และผู้ส่งออก โดยเฉพาะแนวคิดจัดตั้งกองทุนและการจัดเก็บเงินจากการส่งออกทุเรียน ล่าสุดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
ค้านใช้โมเดลยาง-ข้าว ชี้ทุเรียนเป็นผลไม้สด
นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ควรทบทวนและยกเลิกการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ทุเรียน ฉบับดังกล่าว หากยังเน้นการจัดเก็บเงินและจัดตั้งกองทุนมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม
"ทุเรียนมีธรรมชาติแตกต่างจากข้าวหรือยางพารา เพราะเป็น “ผลไม้สด” มีอายุการเก็บรักษาจำกัด ไม่สามารถเก็บสต็อกเพื่อรอการระบายได้ การนำรูปแบบการบริหารจัดการของสินค้าเกษตรอื่นมาใช้จึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของสินค้า ทุเรียนเป็นผลไม้สด จะเอาโมเดลยางพาราหรือข้าวมาใช้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะโครงสร้างสินค้าไม่เหมือนกัน"
นายสัญชัย ยังคัดค้านแนวคิดจัดเก็บเงินส่งออก หรือเซสส์ ในอัตราสูงสุด 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยมองว่า แม้ผู้ส่งออกจะเป็นผู้จ่ายตามกฎหมาย แต่ในทางการค้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมมีโอกาสถูกสะท้อนกลับไปยังราคาซื้อทุเรียนจากเกษตรกรดังนั้น การจัดเก็บเงินโดยไม่แก้ปัญหาคุณภาพและตลาด อาจทำให้ผู้ส่งออกกลายเป็นเพียง “ตู้ ATM ของกองทุน” ขณะที่ภาระสุดท้ายตกอยู่กับชาวสวน
ชี้ พ.ร.บ.ต้องคุมคุณภาพ ไม่ใช่เก็บเงิน
ด้านนายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนฯ ฉบับแรกแม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ถือเป็นสารตั้งต้นให้ทุกฝ่ายนำมาปรับปรุงร่วมกัน โดยสิ่งที่ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นตรงกันคือ กฎหมายควรให้น้ำหนักกับการควบคุมคุณภาพ มากกว่าการตั้งกองทุน โดยเฉพาะปัญหา “ทุเรียนอ่อน” ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศที่ผ่านมา
"การขอความร่วมมือหรือสร้างจิตสำนึกอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชาวสวนไม่ได้ต้องการกฎหมายที่ออกมาเพื่อเก็บเงิน แต่ต้องการ พ.ร.บ. ที่ใช้ควบคุมและจัดการกับกลุ่มคนที่ทำให้อุตสาหกรรมทุเรียนเสียหาย”
เบรกเซสส์ 0.50-1 บาท หวั่นล้งโยนต้นทุนกลับสวน
นายกฤติเดช กล่าวถึงข้อเสนอเดิมในการจัดเก็บเงินส่งออกประมาณ 0.50-1 บาทต่อกิโลกรัมว่า ต้องประเมินผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพราะทุเรียนส่งออก 1 ตู้ น้ำหนักประมาณ 18,000 กิโลกรัม หากเก็บเซสส์ 1 บาทต่อกิโลกรัม จะเพิ่มต้นทุนประมาณ 18,000 บาทต่อตู้ แม้ผู้ประกอบการส่งออกจะเป็นผู้จ่าย แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ผลักภาระกลับไปยังเกษตรกรผ่านการปรับลดราคารับซื้อหน้าสวน
ดังนั้น หากจะมีการจัดเก็บเงินจริง ผู้จ่ายเงินควรได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างชัดเจน และต้องไม่ออกแบบกลไกให้ผู้ส่งออกเป็นเพียงแหล่งเงินของกองทุน
เสนอกรอบกองทุน ลดงบบริหารเหลือไม่เกิน 5%
หากท้ายที่สุดมีการจัดตั้งกองทุน "สมาคมทุเรียนไทย" เสนอให้เงินส่วนใหญ่กลับไปพัฒนาอุตสาหกรรม โดยประมาณ 20% ใช้ด้านวิจัย พัฒนา และขยายตลาด ขณะที่ 30-40% ใช้เยียวยาผู้ประสบปัญหาและภัยพิบัติภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรมีสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ส่งออก
เช่น การอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก รวมถึงงบการตลาด ประชาสัมพันธ์ และงานวิจัยเพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต เป็นต้น ส่วนงบบริหารสำนักงานควรจำกัดไม่เกิน 5% จากข้อเสนอเดิมที่สูงถึง 20% โดยเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างสำนักงานใหม่ สามารถใช้พื้นที่ของ อบต. เทศบาล หรือศาลากลางจังหวัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้เงินกองทุนถูกนำไปใช้กับภาคการผลิตมากที่สุด
ยกระดับอำนาจเจ้าหน้าที่ ปราบ “ทุเรียนอ่อน”
นายกฤติเดชระบุว่า ร่างกฎหมาย (คลิกอ่าน) เบื้องต้นมีประมาณ 8-9 หมวด มากกว่า 50 มาตรา แต่บทลงโทษในร่างเดิมยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ หัวใจสำคัญจึงควรเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการตัดและจำหน่ายทุเรียนอ่อน ซึ่งทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ออกไปตรวจทุเรียนอ่อน เหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง หรือนักรบที่ออกรบโดยไม่มีดาบ
ท้ายที่สุด ทิศทางของ พ.ร.บ.ทุเรียน จึงอยู่ที่การออกแบบกติกาให้สามารถยกระดับคุณภาพและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยไม่เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ หากมุ่งเพียงจัดเก็บเงิน แต่ไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทุเรียนไทยได้ ภาระอาจย้อนกลับไปตกกับ “คนสวน” มากกว่าที่จะช่วยอุตสาหกรรมในระยะยาว







