
พาณิชย์ แจงไลฟ์ขายทุเรียน 100 บาท 'พิมรี่พาย' จัดโปรขายเองช่วยชาวสวน
โฆษกพาณิชย์ แจงปมทุเรียน100บาท พิมรี่พายจัดโปรขายเองตามกลไกตลาด ยันรัฐไม่หนุนรายใด พร้อมคุมเข้มไม่ให้กดราคาเกษตรกร ดูแลสมดุลราคาและผลผลิต
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าราคาขายทุเรียน 100 บาท เป็นโปรโมชันที่พิมรี่พายกำหนดขึ้นเอง
- การตั้งราคาดังกล่าวเป็นข้อตกลงโดยตรงระหว่างพิมรี่พายกับเกษตรกร เพื่อช่วยระบายผลผลิตและเป็นไปตามแผนการตลาด
- พิมรี่พายมีเจตนาช่วยเหลือเกษตรกรในการขยายช่องทางจำหน่ายผลไม้ผ่านไลฟ์สด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ
- กระทรวงฯ ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนผู้ค้าหรืออินฟลูเอนเซอร์รายใดเป็นพิเศษ แต่มีหน้าที่ดูแลกลไกตลาดให้เป็นธรรม
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีดราม่าทุเรียนลูกละ 100 บาท ของอินฟลูเอนเซอร์ "Pimrypie" กระทรวงฯจึงได้สอบถามไปยัง "พิมรี่พาย" (Pimrypie) ซึ่งส่วนตัวผู้ประกอบการมีความต้องการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ในการขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทย ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง ช่วยให้การกระจายสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
โดย "พิมรี่พาย" ได้จัดหาทุเรียนมาจำหน่ายผ่านการ live สด โดยใช้โปรโมชันมาช่วยเร่งให้ผลผลิตขายได้เร็วขึ้น ซึ่งในทุกปีก็จะมีการขายผ่านช่องทางนี้มาตลอด ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับใหม่ๆที่แน่นอน และยกระดับราคาสินค้าให้เกษตรกรขายได้สูงขึ้น
ทั้งนี้ การกำหนดรูปแบบการจัดจำหน่าย โปรโมชั่น และราคา เป็นการตกลงกันโดยตรงระหว่างเกษตรกรและผู้จำหน่าย ที่ทุกฝ่ายสามารถเจรจาให้เกิดความสอดคล้องกับต้นทุน และได้ราคาที่เกษตรกรพอใจ เป็นไปตามแผนการตลาดของผู้ค้าแต่ละราย
ขณะเดียวในส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลการซื้อขายให้ไม่เกิดการกดราคาเกษตรกร และ ให้เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง โดยกระทรวงพาณิชย์มีความยินดีเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเอกชน live commerce เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยกระทรวงไม่มีนโยบายในการให้การสนับสนุน อินฟลูฯ-เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ
สำหรับสถานการณ์ราคาทุเรียน ณ วันที่ 27 เมษายน 2569 ตามราคาท้องตลาด เกรดส่งออก AB อยู่ที่ กิโลกรัมละ 135 -150 บาท เกรด C อยู่ที่ กิโลกรัมละ 90 – 100 บาท เกรด D อยู่ที่ กิโลกรัมละ 70 - 80 บาท เกรดคละอยู่ที่ กิโลกรัมละ 125 - 130 บาท โดยในช่วงราคาจะปรับแตกต่างกันตามคุณภาพของผลผลิต
อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้เกิดความสมดุลทั้งด้านราคาและปริมาณ พร้อมสนับสนุนการขยายช่องทางการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม






