
เอกชน-นักวิชาการ จี้คุม Data Center คัดลงทุนคุณภาพ ผู้ลงทุนรับต้นทุนไฟ-น้ำ
เอกชน-นักวิชาการขานรับรัฐ เดินหน้าจัดระเบียบ Data Center ชี้ต้องคัดโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ พร้อมกำหนดให้ผู้ลงทุนรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน-ทรัพยากรที่ใช้เพิ่ม ไม่ผลักภาระประชาชน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนและนักวิชาการเรียกร้องให้รัฐบาลกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเน้นคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แทนการมุ่งเน้นที่มูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว
- เสนอให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนเพิ่มที่จำเป็น เช่น ระบบไฟฟ้าและประปา เพื่อไม่ให้ผลักภาระมาเป็นต้นทุนของประชาชน
- มีความต้องการให้กำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนที่ตั้ง (Zoning) ที่เหมาะสม การใช้พลังงานสะอาด และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Data Center ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบอุตสาหกรรมผ่านคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ เพื่อแก้โจทย์การใช้ไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ สิ่งแวดล้อม และช่องว่างด้านกฎหมาย โดยเป้าหมายไม่ใช่การสกัดการลงทุน แต่ต้องยกระดับการคัดเลือกโครงการให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและไม่สร้างภาระต่อสังคม
การประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้วางแนวทางสำคัญตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล Data Center ทั้งประเทศ การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ(Minimum Requirement) ไปจนถึงการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ โดยเฉพาะผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง และสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลเตรียมจัดทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งโครงการที่เปิดดำเนินการ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีแนวทางพิจารณากำหนดรหัสกิจการ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น
คัดลงทุนคุณภาพ ผู้ประกอบการรับต้นทุนไฟ-น้ำ
สำหรับสถานการณ์การลงทุน ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI อนุมัติส่งเสริม Data Center แล้ว 57 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 8.11 แสนล้านบาท ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยอยู่ในพื้นที่ EEC 28 โครงการ และพื้นที่อื่น 29 โครงการ คิดเป็นกำลังไฟฟ้า IT Load รวมประมาณ 3.69 กิกะวัตต์ และ Full Load 5.16 กิกะวัตต์
ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่นำเสนอต่อคณะกรรมการ Data Center ระบุว่า มี Data Center ที่เปิดดำเนินการแล้ว 35 แห่ง ใช้กำลังไฟฟ้าประมาณ 2,523.2 เมกะวัตต์ และมีโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างประมาณ 50 แห่ง ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรืออยู่ในกลุ่มที่แสดงความสนใจมี 117 โครงการ ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าที่เสนอไว้รวมสูงถึงประมาณ 29,665.9 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์สำคัญของรัฐบาลไม่ได้อยู่เพียงว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากเท่าใด แต่ต้องพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของไทย และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องใช้
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากการวัดความสำเร็จของ Data Center ด้วยมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว มาเป็นการประเมินคุณภาพของการลงทุน และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับประเทศ
โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มในโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า ระบบสายส่ง หรือระบบสำรองเพื่อรองรับโครงการ ต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดจากความต้องการของ Data Center ควรเป็นภาระของผู้ลงทุน ไม่ควรถูกเฉลี่ยไปอยู่ในต้นทุนค่าไฟของประชาชนหรือผู้ประกอบการรายอื่น
“ไทยควรมีอุตสาหกรรม Data Center ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่รับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม พร้อมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย”
ไฟฟ้าสะอาดต้องใช้จริง ไม่ใช่แค่ซื้อใบรับรอง
อีกประเด็นที่ต้องเร่งกำหนดมาตรฐานคือการใช้พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาหลักเกณฑ์ด้านพลังงานสำหรับ Data Center ขณะที่กระทรวงพลังงานเสนอแนวทางกำหนดสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสะอาดเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 60% รวมถึงการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center และการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
รศ.ดร.อัทธ์ มองว่า การอ้างว่า Data Center ใช้พลังงานสะอาดไม่ควรพิจารณาจากการซื้อใบรับรองพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว เพราะในทางปฏิบัติ Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง รัฐจึงควรตรวจสอบว่าโครงการมีความพร้อมในการใช้ไฟฟ้าสะอาดจริงมากน้อยเพียงใด และควรสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในแหล่งผลิตไฟฟ้าสะอาดจริงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ควรกำหนดให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้า แหล่งที่มาของน้ำ ระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ปริมาณน้ำมันที่จัดเก็บ รวมถึงระยะเวลาการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เพื่อให้ภาครัฐสามารถประเมินต้นทุนและผลกระทบของแต่ละโครงการได้อย่างชัดเจน
ปิดช่องโหว่กฎหมาย-จัดโซน Data Center
ด้านการใช้พื้นที่เป็นอีกโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ หลังพบปัญหาการขออนุญาตประกอบกิจการ Data Center ที่อาจอาศัยช่องว่างของกฎหมายเดิม เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีนิยามและกรอบกำกับ Data Center ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การอนุญาตกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน
กรณี Data Center ในพื้นที่พระราม 9 ซึ่งอยู่ใกล้ชุมชนและสถานพยาบาล สะท้อนข้อกังวลเรื่องการใช้พื้นที่ในเขตเมือง ขณะที่กรุงเทพมหานครได้สั่งชะลอการอนุญาต Data Center รายใหม่บางส่วน และเตรียมตรวจสอบพื้นที่ที่มีการจัดเก็บน้ำมันสำรองเพื่อใช้กับระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
รศ.ดร.อัทธ์ เสนอให้รัฐบาลกำหนด “โซน Data Center” ที่เหมาะสม โดยพิจารณาความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง ระบบคมนาคม และระยะห่างจากชุมชนประกอบกัน พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย การจัดเก็บน้ำมัน ระบบป้องกันอัคคีภัย มลพิษทางอากาศ เสียง และระยะห่างจากพื้นที่ชุมชนให้ชัดเจน
ทั้งนี้ Data Center ขนาดใหญ่ไม่ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ หากพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้าและความปลอดภัย เพราะอาจเพิ่มภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานและประชาชนในพื้นที่
เอกชนชี้อย่าหยุดลงทุน ต้องเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ไทยไม่ควรใช้ปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นเหตุให้ชะลอการลงทุน Data Center เพราะหากการประเมินทางเทคนิคพบว่าระบบสายส่งยังไม่เพียงพอ ไทยควรเร่งลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของประเทศ แต่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ และสร้างรายได้กลับคืนมาได้ ดังนั้นภาครัฐควรศึกษาความต้องการจริงและกำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้บริการอย่างเป็นธรรม
“ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงยุค AI และ Data ได้ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้มากที่สุด โดยเฉพาะการนำ Data ที่เกิดขึ้นมาต่อยอดด้านการแพทย์ สุขภาพ อุตสาหกรรม เกษตร และการลดต้นทุน”
นายหลักชัยกล่าวว่า การมี Data Center ในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดให้เกิดธุรกิจและนวัตกรรมในประเทศ เพราะจะทำให้สูญเสียโอกาสสำคัญในการสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ขณะที่ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และ SMEs สามารถเข้าถึงและเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีดังกล่าว
จากเม็ดเงินลงทุน สู่มูลค่าเพิ่มของไทย
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของคณะกรรมการ Data Center ที่เตรียมจัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือกและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ โดยพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความเหมาะสมของพื้นที่ และมูลค่าที่ประเทศจะได้รับ ขณะเดียวกันยังเตรียมจัดทำ Minimum Requirement ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ดินและอาคาร ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลยังวางแนวทางให้ Data Center ขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์อยู่ภายใต้กรอบการกำกับที่เข้มขึ้น รวมถึงพิจารณาหลักเกณฑ์การคิดค่าบริการทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนทางตรงและทางอ้อม และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและ Green Data Center
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ทั้งหมดในทันที โดยคณะกรรมการได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อศึกษาเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดินและผังเมือง และสิ่งแวดล้อม ก่อนพัฒนาเป็นมาตรฐานกลางต่อไป
สำหรับภาคเอกชน เห็นว่าการกำกับดูแลควรสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะกับการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยโครงการที่ลงทุนไปแล้วควรได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันหากพบว่าโครงการใดสร้างความเสี่ยงต่อชุมชนหรือโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐและผู้ลงทุนควรหารือเพื่อปรับพื้นที่หรือแนวทางดำเนินงานให้เหมาะสม
ท้ายที่สุด เป้าหมายของประเทศไทยจึงไม่ควรอยู่ที่การสร้างสถิติเงินลงทุน Data Center เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนดังกล่าวเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยมากที่สุด ทั้งการจ้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การใช้ผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการไทย การวิจัยและพัฒนา และการต่อยอด Data สู่ธุรกิจใหม่
โจทย์จากนี้จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับต้นทุนที่ประเทศต้องรับ โดยให้ผู้ลงทุนรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่เกิดจากโครงการ ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งสร้างระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้พร้อม เพื่อให้ไทยยังสามารถแข่งขันดึงดูด Data Center คุณภาพ และเปลี่ยนการลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







