thansettakij
thansettakij
ส่องความหวังโคนมไทย กฎหมายใหม่พลิกเกม ฝ่าวิกฤต ‘นมล้น”

ส่องความหวังโคนมไทย กฎหมายใหม่พลิกเกม ฝ่าวิกฤต ‘นมล้น”

08 ก.ย. 69 | 17:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ย. 69 | 23:48 น.

ฝ่าวิกฤต “นมล้น” ด้วยกติกาใหม่ วงการโคนมไทยเสนอพลิกโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่ MOU นมโรงเรียน ระบบข้อมูล Real-time ถึงการแยกฉลาก หวังยกระดับการแข่งขันและช่วยเกษตรกร

KEY

POINTS

  • เกษตรกรโคนมเผชิญวิกฤติน้ำนมดิบล้นตลาดกว่า 150 ตันต่อวัน หลังองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ปรับลดโควตารับซื้อจากสหกรณ์อย่างไม่เป็นธรรม
  • พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นมฉบับใหม่ ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา โดยจะมีการจัดตั้ง "มิลค์บอร์ด" ชุดใหม่เพื่อเข้ามาบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ
  • มีการยื่นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหานมล้น อาทิ การขยายโครงการนมโรงเรียนเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการบังคับใช้กฎหมายฉลากเพื่อแยกนมสดแท้จากนมผง

นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" สะท้อนปัญหาวิกฤติน้ำนมดิบและภาระหนี้สินสะสม ก่อนที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ "มิลค์บอร์ด" จะเปิดฉากประชุมนโยบายสำคัญในวันที่ 9 กันยายนนี้

นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด

“สถานการณ์อุตสาหกรรมนมไทยในขณะนี้กำลังเผชิญทางตันอย่างหนัก หลังจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ประกาศจำกัดการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกิน ส่งผลให้เกษตรกรไทย-เดนมาร์ค ภาคกลาง มีน้ำนมดิบตกค้างไม่มีผู้รับซื้อสูงถึงกว่า 70 ตันต่อวัน ขณะที่ปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินสะสมทั่วประเทศพุ่งสูงถึงประมาณ 150 ตันต่อวัน”

 

เบื้องหลัง "นมส่วนเกิน" โควตาอยุติธรรมหั่นฮวบ 40% อุ้มเอกชน

นายธีระชัย เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ปัญหานมล้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการที่เกษตรกรขยายการผลิตหรือเลี้ยงโคนมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เกิดจากการที่ อ.ส.ค. ปรับลดโควตารับซื้อลงอย่างไม่เป็นธรรม เดิมทีชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้รับการส่งเสริมโควตาอยู่ที่ 218 ตันต่อวัน ตามสถิติการส่งจริงย้อนหลัง 9 เดือน แต่ต่อมาผู้บริหารระดับสูงของ อ.ส.ค. ได้เคาะตัวเลขจำกัดการรับซื้อทั่วประเทศไว้เพียง 320 ตันต่อวัน

การจำกัดเพดานดังกล่าว ส่งผลให้โควตารับซื้อของฝั่งชุมนุมสหกรณ์ฯ ถูกหั่นลดลงทันทีถึงกว่า 70 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงกว่า 40% ในขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการภาคเอกชนกลับถูกปรับลดโควตาเพียงแค่ 3% ถึง 5% เท่านั้น

ยื่นหนังสือ นาย วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยแก้ปัญหานมส่วนเกิน

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังพยายามเชื่อมโยงน้ำนมส่วนที่ถูกตัดลดนี้ว่าเป็น "นมนอก MOU" เพื่อหลีกเลี่ยงการรับซื้อในราคาประกาศของรัฐบาล และบีบซื้อในราคาเหมาจ่ายที่ต่ำเพียง 21.25 บาทต่อกิโลกรัม (ต่ำกว่าราคาประกาศใน MOU ที่กำหนดไว้ 22.75 บาทต่อกิโลกรัม) ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา ชุมนุมสหกรณ์ฯ ต้องแบกรับผลขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 50-60 ล้านบาท ขณะที่เกษตรกรรายย่อยซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า 16 บาทต่อกิโลกรัม ต้องเผชิญภาวะขาดทุนจนทยอยเลิกอาชีพเลี้ยงโคนมไปเป็นจำนวนมาก

กาง 3 ข้อเสนอหลัก จี้ "มิลค์บอร์ด" ปลดล็อกวิกฤต

เพื่อเป็นการหาทางออกเร่งด่วนก่อนการประชุมมิลค์บอร์ดในวันที่ 9 กันยายนนี้ ชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค ได้เตรียมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ข้อหลัก แก่ภาครัฐ:

  1. ดึงภาคเอกชนร่วมดูดซับ: ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาช่วยรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ เพื่อแบ่งเบาภาระในส่วนที่ อ.ส.ค. ไม่สามารถรับซื้อเพิ่มได้
  2. จัดสรรโควตา "นมโรงเรียนขยายโอกาส" 90 ตัน ให้ อ.ส.ค.: เรียกร้องให้มิลค์บอร์ดมอบหมายสิทธิ์การบริหารจัดการโควตานม UHT ในโครงการนมโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 90 ตันต่อวัน ให้แก่ อ.ส.ค. ทั้งหมด เพื่อนำมาแปรรูปและช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากโควตานมโรงเรียนเป็นโครงการที่มีงบประมาณรองรับชัดเจนและราคาดี ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค. ได้รับการจัดสรรสัดส่วนนี้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่
  3. บังคับแสดงฉลากสินค้าเพื่อความโปร่งใส: เสนอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายแสดงรายละเอียดบนฉลากข้างกล่องนมอย่างชัดเจน โดยระบุสัดส่วนการใช้วัตถุดิบระหว่าง "น้ำนมโคสดแท้ 100%" (Fresh Cow Milk 100%) และ "นมผง" หรือ "หางนม" เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการเลือกซื้ออย่างเป็นธรรม และสร้างจุดขายที่แข็งแกร่งให้กับนมสดแท้ของเกษตรกรไทย

 

แฉหนี้สะสม อ.ส.ค. ทะลุ 600 ล้าน วงจร "งูกินหาง" ที่ต้องเร่งแก้ไข

นายธีระชัย ระบุเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ทางการเงินของ อ.ส.ค. ว่า ปัจจุบันมีหนี้ค้างจ่ายค่าน้ำนมดิบสะสมแก่เกษตรกรสูงถึงกว่า 600 ล้านบาท เฉพาะในส่วนของสหกรณ์ตนเองถูกค้างจ่ายสูงถึงกว่า 70 ล้านบาท การจ่ายเงินที่ล่าช้าและจ่ายเพียงบางส่วนสลับไปมา (เช่น จ่าย 25% และ 50%) ทำให้เกษตรกรขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและสามารถประคองตัวได้ไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการภายในของ อ.ส.ค. ที่ยังมีจุดรั่วไหลเชิงนโยบาย เช่น ภาระผูกพันการเช่าเครื่องจักร แปรรูปพ่วงสัญญาซื้อกระดาษกล่องนม รวมถึงการต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บนมที่เน่าเสียหายสูงถึงเดือนละกว่า 1 ล้านบาท พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวด้วยการ "แปรรูปองค์กร" เพื่อดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพทางการตลาดเข้ามาบริหารจัดการและปิดจุดรั่วไหลด้านงบประมาณ

ผลประกอบการ อ.ส.ค.

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการทำสัญญารับซื้อน้ำนมดิบ (MOU) เป็น ระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้สหกรณ์สามารถวางแผนการผลิตและควบคุมปริมาณน้ำนมร่วมกับสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลจะต้องบังคับจดทะเบียนน้ำนมดิบทุกหยดในประเทศเข้าระบบ MOU ให้หมดสิ้น ก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในบอร์ดมิลค์บอร์ดบางรายที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเอกชนรายใหญ่

 

ชูโมเดล “กึ่งเสรี-Local Brand” แบบญี่ปุ่น

นายอาทิตย์ นุกูลกิจ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย กล่าวถึง ปัญหาของ “นมโรงเรียน” ไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความซับซ้อนหลายมิติ โดยเฉพาะระบบการจัดสรรสิทธิ์การขายที่ยังขาดความเป็นธรรม  แม้ว่างบประมาณนมโรงเรียนจำนวนกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทจะถูกบริหารจัดการผ่านสิทธิ์ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) แต่แท้จริงแล้วแหล่งงบประมาณเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง อบต. อบจ. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งไม่ใช่เงินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรง

นายอาทิตย์ นุกูลกิจ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย

จากการที่อุตสาหกรรมนมมักประสบปัญหานมล้นตลาด และมีคำถามว่าทำไมจึงไม่เพิ่มจำนวนวันดื่มนมของเด็กนักเรียนจากปัจจุบันที่ฟิกซ์ไว้ประมาณ 210 วัน (หรือ 260 กล่อง)  นายอาทิตย์ ได้เสนอโมเดล “กึ่งเสรี” ในการบริหารจัดการนมโรงเรียนผ่านข้อเสนอ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้:

  1. กระจายอำนาจซื้อให้ท้องถิ่นจริงจังและเติมงบพิเศษ:  รัฐบาลยังคงส่งงบประมาณผ่าน อบต. และ อบจ. เช่นเดิม โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ว่าต้องซื้อนมให้เด็กดื่ม 260 กล่องเป็นอาหารกลางวัน  แต่หาก อบต. อบจ. หรือโรงเรียนใดที่มีสมาคมผู้ปกครองต้องการสนับสนุนและมีงบประมาณเหลือ ก็สามารถเติมเงินเข้าไปเพื่อซื้อกล่องที่ 261 หรือ 262 ให้ลูกหลานดื่มเพิ่มได้ ซึ่งจะช่วยขยายขนาดตลาดและเพิ่มปริมาณการดื่มนมในประเทศให้เติบโตขึ้น
  2. สร้างระบบ “Local Brand” เลียนแบบญี่ปุ่น ปัจจุบันผู้ประกอบการและสหกรณ์ต้องวิ่งรอนอนลุ้นโควตานมโรงเรียนในแต่ละปีว่า “ปีนี้จะได้สิทธิ์หรือไม่ได้สิทธิ์” ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ นายอาทิตย์จึงเสนอให้เปลี่ยนมาใช้โมเดลบริหารจัดการแบรนด์ท้องถิ่น โดยให้ "ผู้ว่าราชการจังหวัดนั่งหัวโต๊ะ"  ร่วมกับสหกรณ์และโรงนมในพื้นที่ เช่น สหกรณ์โคนมเชียงใหม่คุยกับผู้ว่าฯ เชียงใหม่ วางแผนร่วมกันว่าในจังหวัดหรือภาคเหนือมีเด็กนักเรียนกี่คน แล้วร่วมกันสร้างแบรนด์ร่วมในพื้นที่ รณรงค์การบริโภคและสร้างความผูกพันในแบรนด์ท้องถิ่นโดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโลโก้แบรนด์นมโรงเรียนแบบเดิม

"วิธีนี้จะช่วยให้ทุกคนจะหันมาแข่งขันกันด้วยคุณภาพ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดคอยกำกับดูแลไกลๆ ไม่ปล่อยให้เอกชนหรือใครเข้าไปแทรกแซง สหกรณ์เองก็วางแผนธุรกิจได้ชัดเจนว่า มีน้ำนมดิบอยู่ 30 ตัน จะทำนมโรงเรียนในเชียงใหม่ 10 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 20 ตันก็ไปจำหน่ายในภาคพาณิชย์ และสหกรณ์ก็มีอิสระที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น นมรสช็อกโกแลต รสสตรอว์เบอร์รี หรือโยเกิร์ตถ้วยสำหรับโรงเรียนได้ โดยไม่ต้องนั่งรอสิทธิ์โควตาแต่ละปี ซึ่งโรงเรียนและสหกรณ์จะเป็นผู้ตกลงร่วมกันเองในพื้นที่" 

 

แนะยกเลิกราคาแช่แข็งสู้ศึกช่วงน้ำนมดิบล้นตลาด

สำหรับเซกเมนต์ “นมพาณิชย์” นายอาทิตย์ ชี้ว่าปัจจุบันผู้ประกอบการภาคเอกชนมักถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคมว่าไม่ยอมรับซื้อน้ำนมดิบในช่วงนมล้น หรือหนีไปใช้นมผงแปรรูปอื่น ๆ แต่แท้จริงแล้ว อุตสาหกรรมนมพาณิชย์ต้องการ “ความคล่องตัว (Flow)” ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ข้อเสนอคือ ควรปล่อยให้อุตสาหกรรมดำเนินไปในลักษณะ “กึ่งเสรี”  รัฐบาลหรือมิลค์บอร์ดไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมกำกับดูแลเบ็ดเสร็จ 100% ในทุกเรื่อง  แต่ควรปล่อยให้ผู้ซื้อกับผู้ขาย เช่น ผู้แปรรูปรายใหญ่  กับเกษตรกรหรือสหกรณ์ ได้เจรจาทำความตกลงและวางแผนการผลิตเติบโตร่วมกันอย่างเป็นอิสระ

เตรียมรับมือกฎหมายโคนม ฉบับใหม่  มีผลบังคับใช้วันที่ 25 พ.ย.2569

ที่สำคัญที่สุดคือ “การยืดหยุ่นราคา” เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำนมดิบถูกขีดเส้นและควบคุมราคาเดียวคงที่ (Fixed Price) ซึ่งทำให้การดำเนินธุรกิจค่อนข้างลำบาก  ระบบควรเปิดโอกาสให้ปรับราคายืดหยุ่นได้ตามช่วงสถานการณ์ เช่น ในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตน้ำนมพุ่งสูง (Milk Peak) จนล้นตลาด สหกรณ์และแบรนด์สามารถเจรจาปรับลดราคารับซื้อลงชั่วคราว เพื่อนำไปจัดทำโปรโมชันส่งเสริมการขายแบบซื้อ 1 แถม 1 เพื่อเร่งระบายน้ำนม และในทางกลับกันอาจตกลงปรับเพิ่มราคาขึ้นได้ในช่วงที่นมขาดแคลนเพื่อแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบ  การมีความอิสระและยืดหยุ่นภายใต้กรอบการตกลงร่วมกัน จะเป็นทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้เป็นปกติ

ตีแผ่สูตรมิลค์บอร์ดใหม่ 17 ที่นั่ง

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือโครงสร้างคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นมฉบับใหม่ ซึ่งมีเกณฑ์กำหนด "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" จำนวนทั้งสิ้น 17 คน โดยเมื่อจำแนกสูตรที่มาของทั้ง 17 ที่นั่งแล้ว นายอาทิตย์ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลใจในแต่ละกลุ่มไว้ดังนี้

กลุ่มที่ 1: ตัวแทนเกษตรกรโคนม (3 คน) เสนอชื่อโดยกรมปศุสัตว์ ซึ่งสุดท้ายขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ หรืออธิบดีกรมปศุสัตว์จะเป็นผู้พิจารณาเสนอชื่อตามคุณสมบัติ

กลุ่มที่ 2: ตัวแทนองค์กรเกษตรกรโคนม (4 คน) แบ่งสิทธิ์เป็น 2 ส่วน คือ ล็อกโควตาเสนอชื่อโดย “ชุมนุมสหกรณ์โคนม” จำนวน 2 คน ขณะที่อีก 2 คนที่เหลือกฎหมายเปิดช่องให้สมาคม กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กรเกษตรกรเสนอตัวเข้ามา  ซึ่งตรงนี้ยังมีคำถามว่าสหกรณ์โคนมทั่วไปหรือวิสาหกิจชุมชนสามารถยื่นใบสมัครเรซูเมตรงไปที่กรมปศุสัตว์เพื่อประกวดตัวได้หรือไม่

กลุ่มที่ 3: ตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม (5 คน) จุดนี้นายอาทิตย์ตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก เนื่องจากนิยามของคำว่า "ผู้ประกอบการ" ในกฎหมายค่อนข้างกว้างและไม่มีการจำกัดขอบเขตชัดเจน

"ในกติกาไม่ได้เขียนบอกว่าผู้ประกอบการที่ว่านี้จะต้องเป็นโรงงานขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ต้องมีกำลังการผลิตเท่าใด คำถามคือนิยามผู้ประกอบการ 5 คนนี้รวมถึงใครบ้าง? หากผู้จัดการสหกรณ์โคนมขนาดใหญ่ที่มีโรงแปรรูปนมของตัวเอง หรือเจ้าของฟาร์มที่มีโรงนมโรงเรียนจะขอเข้ามาประกวดชิงตำแหน่งในช่องผู้ประกอบการนี้จะได้หรือไม่? หรือแม้แต่โรงงานไอศกรีม ตลอดจนโรงงานเบเกอรี่ SME ขนาดเล็กในพื้นที่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์นมผงในการแปรรูป จะมีสิทธิ์เข้าข่ายสมัครด้วยหรือไม่ ซึ่งผู้ที่จะตอบคำถามและเคลียร์คุณสมบัติเหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุดคือกรมปศุสัตว์ในฐานะเลขาธิการมิลค์บอร์ด" 

ส่องความหวังโคนมไทย กฎหมายใหม่พลิกเกม ฝ่าวิกฤต ‘นมล้น”

เบรกข้ามขั้นตอนร่างกฎหมายลูก

ต่อกระแสข่าวที่ว่าทางกรมปศุสัตว์เสนอตัวที่จะดำเนินการยกร่างกฎหมายลูก (กฎกระทรวง/ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ) ไว้รองรับในช่วงท้ายของการประชุมนั้น นายอาทิตย์ แสดงความเห็นคัดค้านเชิงหลักการอย่างหนักแน่น โดยชี้ว่า “แม่ต้องเกิดก่อนลูก” ในทางกฎหมาย กฎหมายลูกจะเกิดได้ ต้องเกิดแม่ก่อน  นั่นหมายความว่า คณะกรรมการมิลค์บอร์ดชุดใหม่  ต้องได้รับการจัดตั้งและแต่งตั้งให้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยก่อน

หลังจากนั้นมาประชุมร่วมกันเพื่ออนุมัติและชี้ขาดว่าจะมีกฎหมายลูกกี่ฉบับ และเนื้อหาควรเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ากรมปศุสัตว์ลักไก่ไปร่างเตรียมไว้เองแล้วส่งต่อเลย เพราะสุดท้ายหากบอร์ดแม่มาจัดตั้งเสร็จแล้วเกิดมองเห็นต่างออกไป เช่น อาจจะปรับจำนวนกฎหมายลูกเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทุกอย่างที่กรมปศุสัตว์ร่างเตรียมล่วงหน้าไว้ก็อาจจะสูญเปล่าได้ และมิลค์บอร์ดปัจจุบันภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับเก่า ก็ไม่มีสิทธิ์ไปคลอดกฎหมายลูกของ พ.ร.บ. ฉบับใหม่เช่นกัน" 

 

ฝากการบ้านมิลค์บอร์ดชุดใหม่

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย ได้ส่งข้อความฝากความหวังไปยังคณะกรรมการมิลค์บอร์ดชุดใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ โดยได้หยิบยกภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังมาเปรียบเทียบว่า "อำนาจของมิลค์บอร์ดภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ค่อนข้างเข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น เปรียบเหมือนกับสไปเดอร์แมนที่อำนาจที่เพิ่มขึ้น ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว" 

ดังนั้น จึงคาดหวังให้ตัวแทนคณะกรรมการชุดใหม่ เข้ามาทำงานด้วยวิธีคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อร่วมมือกันนำพาอุตสาหกรรมนมไทยก้าวหน้าไปได้ด้วยดี ไม่จมปลักวนเวียนอยู่กับวงจรเดิมๆ เรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์จากระบบโควตานมโรงเรียน  แต่ควรปรับกระบวนทัศน์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ตลอดจนภาพรวมของอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

ชุมนุมสหกรณ์ฯเตือนบอร์ดนมเปลี่ยนผ่านสะดุด หวั่นเกิดสุญญากาศ

ด้าน นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในมิลค์บอร์ด ได้แสดงข้อกังวลว่า สัดส่วนที่นั่งตัวแทนของชุมนุมสหกรณ์ฯ ในบอร์ดใหม่นี้ถูกปรับลดลงจากเดิม 5 ที่นั่ง เหลือเพียง 2 ที่นั่ง ซึ่งทางชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้พยายามทักท้วงเนื่องจากเดิมต้องการให้ตัวแทนมาจากทั้ง 5 ภูมิภาค (เหนือ, กลาง, ใต้, อีสาน) เพื่อสะท้อนความแตกต่างเชิงภูมิศาสตร์และการจัดการ แต่เมื่อประกาศออกมามีผลเป็น 2 ที่นั่งก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการมิลค์บอร์ด

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรอยต่อการทำงาน โดย พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 29 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บอร์ดชุดเก่าจะหมดอำนาจลงพอดี นายณัฐวุฒิจึงเร่งเร้าให้กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการร่างกฎหมายลูก เร่งดำเนินการจัดเตรียมการส่งมอบงานและเตรียมความพร้อมของบอร์ดใหม่ให้ไร้รอยต่อ ป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างเว้นการทำงานที่อาจยาวนานถึง 6 เดือนจากขั้นตอนการคัดเลือกและการร่างกฎหมายลูกใหม่ เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ปริมาณน้ำนมดิบในประเทศจะเข้าสู่ช่วงปริมาณผลผลิตพีกสูงที่สุด (Peak) หากขาดกลไกของบอร์ดในการบริหารจัดการจะก่อให้เกิดวิกฤตน้ำนมล้นตลาดอย่างรุนแรง

ชูโมเดลบิ๊กดาต้า ดันระบบตรวจน้ำนมดิบแบบ Real-time

เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำนมดิบ ชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้เสนอเชิงนโยบายให้กระทรวงเกษตรฯ บังคับใช้ระบบตรวจสอบและรายงานข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบแบบ Real-time ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่เกิน 13,000 ราย และมีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบประมาณ 150 แห่ง โดยระบบการส่งข้อมูลแบบเดิมในปัจจุบันใช้เวลาเฉลี่ยถึง 3 เดือนในการสรุปข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด ทำให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นหรือขาดตลาดไม่ทันการณ์ เนื่องจากน้ำนมดิบธรรมชาติมีอายุการเก็บรักษาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่จะเน่าเสียและต้องเททิ้ง

ดันระบบตรวจน้ำนมดิบแบบ Real-time

ทั้งนี้ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ริเริ่มและนำร่องทดสอบระบบ Real-time ดังกล่าวร่วมกับสหกรณ์ในเครือข่ายมาเกือบ 2 ปีแล้ว ส่งผลให้สามารถเห็นข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบและการจัดส่งของเกษตรกรทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นได้ทันทีภายใน 24 ชั่วโมง

โดยขณะนี้มีศูนย์รวบรวมน้ำนมติดตั้งระบบดังกล่าวไปแล้วประมาณร้อยละ 40 ใช้งบลงทุนติดตั้งต่อจุดเฉลี่ยประมาณ 150,000 บาท หากมีการประกาศกฎหมายบังคับให้ศูนย์นมและเอกชนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมทั้งหมดใช้ระบบนี้ร่วมกัน จะสร้าง Big Data น้ำนมดิบที่สมบูรณ์แบบให้กับประเทศ ป้องกันการทุจริตประเภท "สวมสิทธิ์นมลม" หรือ "นมไซฟอน" ได้อย่างเด็ดขาด และยังสามารถเป็นโมเดลต้นแบบให้สินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไป

"แยกฉลาก" คุมเข้มห้ามเติมนมผงสวมสิทธิ์

สำหรับความคืบหน้าเชิงนโยบายเพื่อปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภคและการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อพิจารณาร่างและแก้ไขคำนิยามด้านการแยกฉลากผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน แม้จะคาดการณ์ว่าต้องใช้ระยะเวลาเตรียมการรวมอีก 2 ปี (รวมเวลาการทำประชาพิจารณ์ ขั้นตอนเสนอ อย. และการประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่มีเวลารวมสูงสุด 9 เดือน ตลอดจนการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการเคลียร์สต็อกสินค้าเก่าอีก 1 ปี) แต่ในอนาคตผู้บริโภคจะสามารถสังเกตฉลากได้อย่างโปร่งใส

โดยภายใต้ข้อกำหนดคำนิยามใหม่

  1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำว่า "น้ำนมโคสด" (Fresh Milk) จะต้องเป็นน้ำนมโคที่มาจากแม่วัวของเกษตรกรแท้ 100% ซึ่งในปัจจุบันเป็นเกษตรกรไทยทั้งหมดเนื่องจากยังไม่มีการนำเข้าน้ำนมดิบเหลวจากต่างประเทศ
  2. ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำนมคืนรูปจะต้องระบุบนฉลากชัดเจนว่า "นมคืนรูป" หรือแสดงข้อมูลส่วนผสมของนมผงอย่างชัดเจน
  3. ผลิตภัณฑ์นมที่มีส่วนผสมของการเติมนมผงลงไปเพิ่มเติม จะ "ห้ามใช้" คำว่า "Fresh Milk" หรือ "น้ำนมโคสด" เด็ดขาด

ส่องความหวังโคนมไทย กฎหมายใหม่พลิกเกม ฝ่าวิกฤต ‘นมล้น”

เพิ่ม ม.3 ดูดซับอีก 90 ตัน

ด้านแผนการบริหารจัดการน้ำนมดิบภายใต้ระบบข้อตกลงซื้อขายน้ำนมดิบ (MOU) ประจำปีงบประมาณที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ชุมนุมสหกรณ์ฯ คาดการณ์ปริมาณน้ำนมดิบรวมของทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2,980 ตันต่อวัน ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การคำนวณ MOU ปัจจุบันยังใช้ฐานข้อมูลย้อนหลัง 9 เดือน (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึง มิถุนายน 2569) ซึ่งสร้างช่องโหว่ทางข้อมูลในช่วงระยะเวลา 3 เดือนสุดท้าย (กรกฎาคม-กันยายน) ที่อาจเกิดสถานการณ์การเลิกเลี้ยงโคนมของสมาชิก หรือการขยายฝูงวัวจนปริมาณน้ำนมดิบคลาดเคลื่อนล้นกรอบ MOU

เพื่อแก้ไขและดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกิน อุตสาหกรรมนมได้รับความช่วยเหลือจากการขยายโอกาสโครงการนมโรงเรียนให้ครอบคลุมเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) เพิ่มเติมจำนวน 500,000 คน ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการใช้น้ำนมดิบได้อีกวันละ 90 ตัน โดยคาดว่าจะเริ่มต้นดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำนมดิบรวมของประเทศขึ้นมาอยู่ที่ราว 2,900 ตันต่อวัน (จากฐาน MOU เดิม 2,800 ตันต่อวัน และความต้องการเสริม 90 ตันต่อวัน) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพียงพอในการดูดซับน้ำนมดิบทั้งหมดของเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ โดยปราศจากปัญหาน้ำนมตกค้าง หากการประชุมคณะกรรมการมิลค์บอร์ดในวันที่ 9 กันยายนนี้

ยื่นเงื่อนไข ระบายนมดิบทุกหยด ก่อนนำเข้านมผง

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยฯ ได้มีมติร่วมกันส่งสารถึงรัฐบาลและภาคเอกชนอย่างตรงไปตรงมาว่า หากระบบ MOU ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถระบายน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยได้หมดทุกหยด ทางเกษตรกรและชุมนุมสหกรณ์ฯ จะไม่ดำเนินการคัดค้านการนำเข้านมผงของภาคอุตสาหกรรมภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) แต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม

หากปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรยังคงประสบปัญหาตกค้าง ขายไม่ได้หมด และเกิดภาวะนมล้นทับซ้อนเหมือนปีที่ผ่านมา การนำเข้านมผงของภาคเอกชนในปี 2570 ภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) จะต้องประสบกับปัญหากลไกทักท้วงและมาตรการตอบโต้ทางนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุดนี้ ทางชุมนุมสหกรณ์ฯ วอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ อ.ส.ค. เร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาสหกรณ์และผู้ประกอบการเอกชน ที่ยังมีภาระ "สต็อกนมกล่อง UHT สะสม" ปริมาณ ช่วยระบายสินค้าออกสู่ตลาดก่อนที่นมกล่องดังกล่าวจะหมดอายุและสร้างความเสียหายรุนแรงต่อไป

 

หนุนนโยบาย "ไทยทำ ไทยใช้" ชุบชีวิตอุตสาหกรรมโคนมไทย

นายอำนวย ทงก๊ก ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด และผู้เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน  กล่าวว่า ตนมีความหวังอย่างมากกับการที่รัฐมนตรีเข้ามานั่งแท่นประธานคณะกรรมการด้วยตนเองภายใต้ พ.ร.บ. โคนมฉบับใหม่  เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมต้องเข้าใจและรับรู้ถึงความเดือดร้อนที่แท้จริงของกลุ่มเกษตรกรระดับรากหญ้า อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ผลักดันอย่างเร่งด่วนคือ นโยบาย "ไทยทำ ไทยใช้" โดยสนับสนุนการบริโภคน้ำนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศ

นายอำนวย ทงก๊ก ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด และผู้เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

"อุตสาหกรรมเลี้ยงโคนมไทยที่เราอุตสาห์สร้างและสั่งสมกันมานานถึง 60-70 ปี กำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็นศูนย์ หากคนในประเทศไม่ช่วยกันทำไม่ช่วยกันใช้ สุดท้ายเราก็ต้องพึ่งพาการนำเข้านมผงสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียดุลการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือประเทศไทยต้องพึ่งพาตนเองให้ได้"

 

รื้อระบบ "นมโรงเรียน" ใหม่

สำหรับประเด็นกฎหมายลูกที่กรมปศุสัตว์กำลังดำเนินร่างกติกานั้น นายอำนวยระบุว่า จะใช้รูปแบบการจัดจำหน่ายในพื้นที่ใดเป็นเกณฑ์ก็ย่อมได้ แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การยกระดับคุณภาพของนมโรงเรียนให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้จริง เนื่องจากโครงการนมโรงเรียนดำเนินมานานตั้งแต่ปี 2535 หรือเกือบ 30 ปีแล้ว ทว่าที่ผ่านมาเด็กนักเรียนส่วนใหญ่กลับไม่อยากดื่มนมโรงเรียน

ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนหันมาดื่มนมเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด หากพบโรงงานผลิตนมโรงเรียนแห่งใดไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีคุณภาพก็สมควรที่จะสั่งปิดตัวลงไปทันที นอกจากนี้ ควรสร้างกติกาในลักษณะ "มีบทลงโทษและรางวัลนำทาง"

"ผมไม่อยากเห็นการแบ่งสรรปันส่วนโควตาแบบเดิมๆ ที่โรงงานผลิตนมคุณภาพดีและโรงงานไร้คุณภาพได้รับการจัดสรรเท่ากัน หรือบางครั้งโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานกลับได้โควตาจัดจำหน่ายมากกว่าโรงงานที่ดีด้วยซ้ำ กติกาใหม่จึงควรมีระบบคะแนนและมอบโบนัส (Bonus) ให้แก่โรงงานนมที่ตั้งใจรักษามาตรฐานและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นการโยนงบประมาณแผ่นดินทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ และบังคับให้เด็กต้องยอมกินนมตามสิทธิ์เพียงเท่านั้น"

ขณะเดียวกัน ในด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหาร นายอำนวยมองว่า ต้องยึดหลักเกณฑ์ของ อย. เป็นหลัก หาก อย. ชี้ว่าไม่ผ่านมาตรฐาน ก็จำเป็นต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดและจริงจัง ไม่ใช่มีเพียงแค่มาตรการปรับเงินแบบในปัจจุบัน เนื่องจากนมเป็นอาหารประเภทที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูงสุด

นมปรุงแต่งชนิดเม็ด ผลิตโดนสหกรณ์วังน้ำเย็น

สกัดผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อถามถึงโครงสร้างผู้ที่จะเข้ามาร่วมร่างกฎหมายลูก นายอำนวยเสนอว่า ควรหลีกเลี่ยงการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปร่วมร่างกฎหมาย เพราะรังแต่จะทำให้เกิดการถกเถียงและหาข้อยุติไม่ได้ แต่ควรหันไปใช้บริการกลุ่มนักวิชาการที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบความคล่องตัวในการแก้ปัญหาระหว่างโครงสร้างกฎหมายใหม่ที่มีรัฐมนตรีเป็นประธาน กับโครงสร้างเดิมที่มีปลัดกระทรวงเป็นประธาน

นายอำนวย ชี้ให้เห็นความแตกต่างว่า ในอดีตแม้การทำงานจะต้องสั่งการผ่านกลไกปลัดกระทรวง แต่เมื่อมีรัฐมนตรีนั่งเก้าอี้ประธาน การตัดสินใจสั่งการต่างๆ จะจบและได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในที่ประชุมทันทีต่างจากยุคอดีตภายใต้ปลัดกระทรวงคนก่อนหน้า ที่แม้ที่ประชุมจะตกลงมติกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่กลับมีกระบวนการแหกมติและแอบแก้ไขมติการประชุมภายนอกนอกรอบอยู่เสมอ

จนทำให้เกิดภาพการทำงานที่ขัดแย้งกันเองถึง 3 ทิศทาง คือ "ในที่ประชุมตกลงกันอีกอย่าง ผลมติสรุปออกมาอีกอย่างหนึ่ง แต่เวลานำไปปฏิบัติจริงกลับไปทำอีกทางหนึ่ง" อีกทั้งกฎหมายเดิมยังไม่มีผลผูกพันบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้เมื่อเกษตรกรนำเรื่องไปร้องเรียนต่อศาลปกครองหรือศาลทุจริต ศาลก็มักจะปัดตกคดีโดยชี้แจงว่าเรื่องราวเหล่านั้นได้ยกเลิกหรือผ่านพ้นไปแล้ว

ผลิตภัณฑ์สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น

วอนรัฐหยุดปล่อยนมผง FTA ทะลักทุบรากหญ้าพัง

สำหรับข้อตกลง MOU ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ นายอำนวยยอมรับตามตรงว่า "ขณะนี้ยังมองไม่เห็นความหวังหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่เกษตรกรจะได้รับ" ตราบใดที่นโยบายของรัฐยังคงปล่อยให้มีการนำเข้านมผงจากต่างประเทศเข้ามาอย่างอึกทึกครึกโครมภายใต้กรอบข้อตกลง FTA รูปแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศเลย

"รัฐบาลอาจมองว่าการนำเข้านมผงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงมันคือกระบวนการเข้าไปทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากและบ่อนทำลายอาชีพของเกษตรกรทีละน้อย ตอนนี้พูดได้เลยว่าสหกรณ์โคนมต่างๆ ทั่วประเทศแทบจะอยู่รอดไม่ได้แล้ว แม้แต่ตัวผมเองและสหกรณ์วังน้ำเย็นก็อยู่ในภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่งเช่นกัน"

นายอำนวย ยังทิ้งท้ายถึงอนาคตของเกษตรกรรายย่อยว่า ภายใต้สภาวะคลื่นนมผงต่างชาติถาโถมเช่นนี้ เกษตรกรไม่มีทางที่จะขยายการเลี้ยงโคนมได้เลย และส่วนใหญ่เตรียมถอดใจเลิกเลี้ยงและกลับบ้านกันหมดแล้ว เนื่องจากในปัจจุบัน หากต้องการเลี้ยงโคนมให้ได้จุดคุ้มทุน เกษตรกรรายหนึ่ง จะต้องมีจำนวนแม่โคที่สามารถรีดนมได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 30 แม่โคต่อวันขึ้นไป

ไม่สามารถกลับไปเลี้ยงโคนมตามยถากรรมในปริมาณน้อยๆ 5-6 ตัวตามข้างบ้านเหมือนในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว เพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการจัดการ นอกจากนี้ เกษตรกรโคนมไทยส่วนใหญ่ยังขาดแนวทางการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และมักมีนิสัยเลี้ยงโคนมในลักษณะประคบประหงมจนเกินความพอดี หรือเลี้ยงแบบสปอย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเร่งปรับปรุงเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว