
จับตาไทยขาดดุลการค้าจีน ปี 69 จ่อแตะ 2.6 ล้านล้าน นำเข้าพุ่ง-ส่งออกโตต่ำ
ไทยเผชิญโจทย์ขาดดุลการค้าจีนหนัก หลัง 7 เดือนปี 2569 ทะลุ 1.78 ล้านล้านบาท มีลุ้นแตะ 2.6 ล้านล้านบาททั้งปี หลังนำเข้าพุ่ง 32% สวนทางส่งออกโต 4% จับตาสินค้าจีนกดดัน SME และฐานผลิตไทย
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่าในปี 2569 ไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท
- สาเหตุหลักมาจากการนำเข้าสินค้าจากจีนที่ขยายตัวสูงถึง 32% สวนทางกับการส่งออกของไทยที่เติบโตเพียง 4% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี
- โครงสร้างการค้าที่เสียเปรียบ โดยไทยนำเข้าสินค้าทุนและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเป็นหลัก ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญยังเป็นสินค้าเกษตร
- ผู้ประกอบการ SME ไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคา จนบางส่วนต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากจีน
สถานการณ์การค้าไทย-จีนกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านโครงสร้าง หลังตัวเลข 7 เดือนแรกปี 2569 สะท้อนชัดว่าการนำเข้าจากจีนขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ต้องรับแรงกดดันจากสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้สูงขึ้น
“อัทธ์” ชี้ไทยขาดดุลจีนจ่อ 2.6 ล้านล้าน
สถานการณ์การค้าไทย-จีนกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านโครงสร้าง หลังตัวเลข 7 เดือนแรกปี 2569 สะท้อนชัดว่าการนำเข้าจากจีนขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ต้องรับแรงกดดันจากสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนแข่งขันได้สูงขึ้น
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มการขาดดุลการค้าของไทยกับจีนในปี 2569 มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี โดยประเมินว่ามูลค่าการขาดดุลทั้งปีมีโอกาสอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 2.6 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ากับจีนรวม 4.87 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 1.30 ล้านล้านบาท และนำเข้า 3.56 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 2.26 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 การค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 3.49 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 24% โดยไทยส่งออก 853,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% แต่นำเข้าสูงถึง 2.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% ทำให้ขาดดุลแล้ว 1.78 ล้านล้านบาท
นำเข้าจีนพุ่ง 32% โครงสร้างสินค้าต่างกัน
ดร.อัทธ์ ประเมินว่า ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ ไทยมีโอกาสขาดดุลกับจีนเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่เข้าใกล้เทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำเข้าสินค้าสูง จึงมีโอกาสทำให้ยอดขาดดุลทั้งปีไม่ต่ำกว่า 2.6 ล้านล้านบาท แม้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดก็ตาม
สำหรับสาเหตุสำคัญของการขาดดุล มาจากโครงสร้างสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนแตกต่างจากสินค้าที่ส่งออกไป โดยการนำเข้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ เม็ดพลาสติก และแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงราว 70-80% ของการนำเข้าทั้งหมด และเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง
ตัวเลข 7 เดือนแรกปี 2569 สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน โดยสินค้านำเข้าอันดับหนึ่งคือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มูลค่า 623,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 75% ตามด้วยเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 222,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 165,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เคมีภัณฑ์ 165,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 139,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%
ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีนยังมีสินค้าเกษตรเป็นฐาน โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่าสูงสุด 166,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% ตามด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 103,462 ล้านบาท ลดลง 17% ผลิตภัณฑ์ยาง 81,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ทองแดงและของทำด้วยทองแดง 56,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ 40,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50%
SME ไทยรับแรงกดดัน ปรับตัวจากผู้ผลิตเป็นผู้นำเข้า
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้ไทยมีความเสียเปรียบในเชิงมูลค่าทางกายภาพ เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักจำนวนมากเป็นสินค้าเกษตร ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนเป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า ผลที่ตามมาคือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างมากจากการแข่งขันด้านราคา จนผู้ประกอบการบางส่วนต้องปิดกิจการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเลือกเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากผู้ผลิตเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อจำหน่ายในประเทศแทน
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่เคยผลิตโต๊ะวางของเพื่อแข่งขันในตลาด แต่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ จึงเปลี่ยนมาเป็นการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากจีนเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอด สะท้อนว่าการนำเข้าสินค้าจากจีนไม่ได้กระทบเพียงตัวเลขดุลการค้า แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างฐานการผลิตของไทยด้วย
คุมมาตรฐานนำเข้า ยกระดับผู้ผลิตไทย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการและนโยบายควบคุมการนำเข้าของไทย ซึ่ง ดร.อัทธ์ มองว่ายังมีช่องว่างที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าสำเร็จรูปที่เข้ามาจำหน่ายในประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การแก้ปัญหาขาดดุลไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขการนำเข้า แต่ควรยกระดับระบบมาตรฐานและการตรวจสอบสินค้า ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีนและฮ่องกงซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI) ในไทย ยังไม่ได้ช่วยลดปัญหาขาดดุลได้มากนัก เนื่องจากผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งยังเลือกใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนเป็นหลัก เพราะไทยยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ซัพพลายเออร์ไทยไม่สามารถผลิตวัตถุดิบที่รองรับเทคโนโลยีของผู้ลงทุนได้เต็มที่
“แม้ทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่หากยังต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนเป็นหลัก เงินลงทุนก็ไม่ได้ช่วยลดการขาดดุลมากนัก ไทยต้องเร่งปิดช่องว่างด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม”
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการจีนมีเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตที่ก้าวหน้า ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากจีนเชื่อมโยงกับฐานการผลิตไทยมากขึ้น
ขึ้นภาษีรถยนต์ต้องมองผลกระทบรอบด้าน
สำหรับแนวคิดของภาครัฐในการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า เพื่อปกป้องฐานอุตสาหกรรมเดิมของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้น ดร.อัทธ์ มองว่า แม้จะมีเป้าหมายเพื่อดูแลฐานการผลิตเดิม แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ด้วย
ประเด็นสำคัญคือ หากมาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการกีดกันทางการค้า จีนอาจมีมาตรการตอบโต้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญต่อเกษตรกร เช่น ทุเรียน จึงจำเป็นต้องประเมินผลได้ผลเสียอย่างรอบด้านก่อนดำเนินมาตรการ
นอกจากนี้ จีนอาจมองว่าการเข้ามาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเป็นการดำเนินธุรกิจภายใต้กติกาและกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน ซึ่งกำหนดอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นศูนย์มาตั้งแต่ต้น ดังนั้น การปรับมาตรการด้านภาษีจึงควรคำนึงถึงทั้งการรักษาฐานอุตสาหกรรมไทย การแข่งขัน และกรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองประเทศควบคู่กัน
ดังนั้น การแก้โจทย์ขาดดุลการค้าไทย-จีนจึงไม่ใช่เพียงการลดการนำเข้า แต่เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ตั้งแต่การสร้างซัพพลายเชนในประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปจนถึงการทำให้การลงทุนจากต่างประเทศสามารถเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยได้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนการนำเข้าและการลงทุนให้เป็นโอกาสในการสร้างฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศในระยะยาว







