thansettakij
thansettakij
สศก. ฟันต้นทุนข้าวโพด ดับฝันราคา 7.50 บาท จี้พาณิชย์ทบทวนนำเข้า

สศก. ฟันต้นทุนข้าวโพด ดับฝันราคา 7.50 บาท จี้พาณิชย์ทบทวนนำเข้า

31 ส.ค. 69 | 11:03 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 11:04 น.

ประธานสภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ แจ้งข่าวร้าย ชาวไร่ข้าวโพด สศก. ยันต้นทุน 5,662 บาทต่อไร่ ส่งข้อมูลให้พาณิชย์แล้วโยน นบขพ. ชี้ชะตาใหม่ ด้านสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ยื่นคำขาด จี้ทบทวนนโยบายค้ำราคาข้าวโพด หยุดโยนภาระให้โรงงาน ล็อก 2 ชั้นด้วยมาตรการ 3:1 จำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ ลั่นหากคุมราคาไม่ได้ตลอดปีต้องยกเลิกทันที

KEY

POINTS

  • สศก. สรุปต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่งให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว โดยคำนวณราคาเป้าหมายได้ที่ 7.15 บาทต่อกิโลกรัม
  • ราคาเป้าหมายดังกล่าวต่ำกว่าราคาที่สภาเกษตรกรเรียกร้องที่ 7.50 บาทต่อกิโลกรัม (สำหรับข้าวโพดความชื้น 30%)
  • มีการตั้งข้อสังเกตว่าต้นทุนข้าวโพดนำเข้ามีราคาสูงกว่าราคาในประเทศ โดยอยู่ที่ประมาณ 10.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในการกำหนดนโยบาย

นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เปิดเผยผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ข้อยุติเรื่องการคำนวณต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว โดยได้จัดทำหนังสือส่งให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการ

นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)

ทั้งนี้ ตัวเลขต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรยังคงอยู่ที่ 5,662 บาทต่อไร่ ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนจากตัวเลขเดิม โดยขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ยืนยันที่ราคาเดิม 7,50 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับโครงสร้างราคาที่เสนอ ยังคงยึดหลักการและสูตรคำนวณเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์เคยใช้ในรอบที่ผ่านมา ประกอบด้วย ต้นทุนการผลิตจริง 6.71 บาทต่อกิโลกรัม บวกอัตรากำไร (Margin) เพื่อการยังชีพของเกษตรกร 24% และบวกค่าขนส่งอีก 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม เมื่อคำนวณตามโครงสร้างดังกล่าว จะได้ ราคาเป้าหมายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาเกณฑ์เดิมที่เคยประกาศใช้ในรอบที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีทางสภาเกษตรกรฯ ก็ยืนยันที่ ราคาเดิม ข้าวโพดความชื้น 30% ราคา  7.50 บาทต่อกิโลกรัม 

สะกิดพาณิชย์ทบทวนเกณฑ์นำเข้า

นายเทพกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการฝากเป็นข้อสังเกตเชิงนโยบายไปยังกระทรวงพาณิชย์ คือสถานการณ์ราคาข้าวโพดในตลาดโลกและต้นทุนข้าวโพดนำเข้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะขณะนี้ ต้นทุนข้าวโพดจากต่างประเทศที่นำเข้ามาถึงประเทศไทยกลับมีราคาสูงกว่าราคาข้าวโพดที่รับซื้อภายในประเทศแล้ว

“นี่คือปัญหาสำคัญที่อยากจะฝากให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณา คุณจะรับซื้อข้าวโพดคุณภาพดีในประเทศในราคาที่ถูกกว่าข้าวโพดนำเข้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าวโพดที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นเกรดเบอร์ 3 แต่ข้าวโพดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเบอร์ 2 ซึ่งมีคุณภาพโปรตีนและมาตรฐานที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด”

เปิดศึกต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ จากข้อมูลราคาตลาดโลก ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อนำมาคำนวณรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนถึงประเทศไทย สำหรับข้าวโพดนำเข้าที่คาดว่าเป็น เกรดเบอร์ 3 ภายใต้กรอบ WTO พบว่าต้นทุนขยับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 10.80 บาทต่อกิโลกรัม

นายเทพกล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติโควตานำเข้าข้าวโพดล็อตแรกจำนวน 120,000 ตัน จากกรอบความต้องการนำเข้าภายใต้ WTO รวม 1 ล้านตัน โดยล็อตแรกอาจมีต้นทุนต่ำกว่าระดับปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการนำเข้าในช่วงที่ราคาตลาดโลกยังไม่ปรับตัวขึ้นสูงเท่ากับปัจจุบัน แต่หากเป็นการนำเข้าในช่วงเวลานี้ ต้นทุนข้าวโพดนำเข้าจะอยู่ในระดับสูงถึง 10.80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนวัตถุดิบจากต่างประเทศไม่ได้อยู่ในระดับต่ำกว่าข้าวโพดในประเทศอีกต่อไป

จับตา “พาณิชย์” วางหมากราคา–นำเข้า

หลังจาก สศก.ได้ข้อยุติเรื่องต้นทุนและส่งข้อมูลให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว ด่านสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะกำหนด เกณฑ์ราคาเป้าหมายและมาตรการบริหารจัดการนำเข้า อย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ

นายเทพย้ำว่า โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดราคาข้าวโพดในประเทศ แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างทั้งระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกด้วย เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาข้าวโพดนำเข้าก็ปรับตัวขึ้นจนอยู่เหนือราคาภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

“หากวันนี้ต้นทุนข้าวโพดนำเข้าขึ้นไปถึง 10.80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ข้าวโพดในประเทศที่มีคุณภาพดีกว่ากลับถูกกดราคา ย่อมต้องกลับมาทบทวนโครงสร้างและหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์” นายเทพกล่าว

 

ชี้นโยบายสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างพืช

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นสำคัญของปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในขณะนี้ ไม่ควรกลับไปถกเถียงกันเพียงว่าราคารับซื้อควรอยู่ที่ 9.40 บาท หรือ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้องย้อนกลับไปดูที่ “โครงสร้างนโยบาย” เพราะเห็นว่าผิดตั้งแต่ต้นทาง

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)

กรณีการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือหากเป็นข้าวโพดความชื้น 30% จะทอนราคาเหลือประมาณ 7.50 บาทต่อกิโลกรัม และกำหนดให้เป็นราคายืนพื้นตลอดทั้งปีนั้น นายพรศิลป์ตั้งคำถามว่า ในทางปฏิบัติสามารถรักษาราคาดังกล่าวได้ตลอดทั้งปีจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดู ผลผลิตลดลง ราคาข้าวโพดก็ปรับตัวสูงกว่าราคาขั้นต่ำตามกลไกตลาดอยู่แล้ว

“ผมคิดว่าการกำหนดราคายืนพื้นทั้งปีไม่ถูกต้อง และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงของตลาดไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดทั้งปี”

 

ซัดรัฐผลักภาระอุดหนุนเกษตรกรให้เอกชน

นายพรศิลป์ระบุว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าตัวเลขราคา คือเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้มาตรการบังคับเฉพาะกับโรงงานอาหารสัตว์ ทั้งที่สินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น ข้าวหรือมันสำปะหลัง ไม่ได้มีมาตรการในลักษณะเดียวกันที่บังคับให้โรงสี โรงแป้งมัน หรือโรงงานมันเส้นต้องรับซื้อผลผลิตในราคาขั้นต่ำที่รัฐกำหนด

โดยเฉพาะมันสำปะหลังซึ่งมีการนำเข้าเช่นเดียวกัน และในบางช่วงมีปริมาณการนำเข้าสูงกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่กลับไม่ได้ถูกกำหนดเงื่อนไขในลักษณะเดียวกัน ถ้าจะใช้นโยบายนี้ให้เกิดความยุติธรรมจริง ก็ควรนำไปใช้กับพืชชนิดอื่นด้วย ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะโรงงานอาหารสัตว์ นโยบายแบบนี้กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างพืชอย่างชัดเจน

“นโยบายดังกล่าวยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะแม้รัฐจะประกาศราคาขั้นต่ำ แต่ไม่สามารถควบคุมราคาตลาดตลอดทั้งปีได้ ขณะที่พ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นผู้รวบรวมผลผลิตยังสามารถซื้อขายตามภาวะตลาดได้ ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการกำหนดราคาขั้นต่ำจริง สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ รัฐบาลมีศักยภาพเพียงใดในการทำให้ราคาดังกล่าวมีผลจริงตลอดทั้งระบบ ไม่ใช่กำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์เป็นผู้รับภาระเพียงฝ่ายเดียว”

สศก. ฟันต้นทุนข้าวโพด ดับฝันราคา 7.50 บาท จี้พาณิชย์ทบทวนนำเข้า

นายพรศิลป์กล่าวว่า โดยธรรมชาติของตลาดข้าวโพด ช่วงต้นฤดูผลผลิตจะออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาปรับตัวลดลง ขณะที่ช่วงปลายฤดูผลผลิตลดลง ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์และอุปทานหากรัฐต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคาตกต่ำ ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยเหลือหรืออุดหนุนโดยตรง ไม่ใช่กำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องซื้อวัตถุดิบในราคาสูงกว่าราคาตลาดเพื่อทำหน้าที่แทนรัฐ

“การพยุงราคาทั้งระบบเป็นภาระที่ใหญ่เกินกว่าภาคเอกชนจะรับผิดชอบเองได้ แต่รัฐบาลกลับผลักภาระมาให้โรงงานอาหารสัตว์ โดยกำหนดว่าต้องซื้อในราคานี้เท่านั้น”

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังเผชิญข้อจำกัดอีกด้านจาก มาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน จึงจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบอื่น เช่น ข้าวสาลี ได้ 1 ส่วน ทำให้โรงงานอาหารสัตว์ถูกกดดันพร้อมกัน 2 ทาง ทั้งการบังคับรับซื้อข้าวโพดในราคาขั้นต่ำ และการจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อบริหารต้นทุน

เปิดเสรีแลกประกันราคา

นายพรศิลป์เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้แบกรับต้นทุนในการช่วยเหลือเกษตรกร ก็ต้องแลกกับการเปิดเสรีทางการค้าและยกเลิกมาตรการ 3:1 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่มีราคาต่ำกว่าเข้ามาเฉลี่ยต้นทุนได้เพราะในความเป็นจริง ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่แล้ว โรงงานจึงจำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

“ถ้ารัฐจะทำประกันราคา เราไม่มีปัญหา แต่ต้องเปิดเสรีให้เราด้วย เพราะอย่างไรโรงงานอาหารสัตว์ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและโครงสร้างนโยบายของรัฐ”

สศก. ฟันต้นทุนข้าวโพด ดับฝันราคา 7.50 บาท จี้พาณิชย์ทบทวนนำเข้า

เตือนล็อกนำเข้า เปิดช่องพ่อค้าดันราคา

อีกประเด็นที่นายพรศิลป์ตั้งข้อสังเกต คือการจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบอาจยิ่งทำให้ตลาดภายในประเทศตึงตัว และเปิดช่องให้พ่อค้าคนกลางสามารถผลักดันราคาขึ้นสูงได้สะท้อนจากสถานการณ์ที่ราคาตลาดข้าวโพดสามารถสูงกว่า 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่รัฐกำหนด ทั้งที่หากราคาประกาศสามารถควบคุมตลาดได้จริง ราคาควรปรับตัวลงมาอยู่ในระดับดังกล่าว

“ทำไมราคาจริงถึงไม่ลงมาอยู่ที่ 9.80 บาท เพราะกลไกตลาดและภาวะของขาดเป็นตัวกำหนดราคา พ่อค้าคนกลางก็ไม่ได้ยอมขายตามราคาประกาศ  สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบทพิสูจน์ว่า การกำหนดราคาขั้นต่ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถควบคุมตลาดได้ และหากเกิดการกักตุนผลผลิต ก็อาจยิ่งทำให้วัตถุดิบขาดแคลนและราคาสูงขึ้น

จี้รัฐเลิกถกตัวเลข หันรื้อ “นโยบาย”

นายพรศิลป์ย้ำว่า จุดยืนของภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไม่ได้อยู่ที่การต่อรองว่าจะซื้อข้าวโพดในราคา 9.40 บาท หรือ 9.80 บาท แต่ต้องการให้รัฐบาลกลับมาทบทวน “นโยบายหลัก” ใหม่ทั้งหมด หากรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการราคาขั้นต่ำ รัฐต้องสามารถทำให้ราคาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้จริงตลอดทั้งปี และต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เล่นทุกกลุ่มในห่วงโซ่ ไม่ใช่บังคับเฉพาะโรงงานอาหารสัตว์

“วันนี้ไม่ต้องมานั่งคุยกันแล้วว่าราคาจะเท่าไหร่ แต่ต้องคุยว่านโยบายผิดพลาดตรงไหน และต้องเปลี่ยนนโยบายอย่างไร รัฐบาลต้องหาวิธีช่วยเกษตรกร แต่ต้องไม่ใช่การโยนภาระต้นทุนมาให้ภาคเอกชน”

สศก. ฟันต้นทุนข้าวโพด ดับฝันราคา 7.50 บาท จี้พาณิชย์ทบทวนนำเข้า

แจงปม อคส. 6 แสนตัน นำเข้าได้ตามสิทธิ แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีดำเนินการ

ส่วนกรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) มีข่าวเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 600,000 ตัน นายพรศิลป์กล่าวว่า ตามระเบียบและกฎหมาย อคส. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงพาณิชย์ มีสิทธิและโควตาในการนำเข้าตามเกณฑ์อยู่แล้วแต่ปัญหาอยู่ที่ศักยภาพในการดำเนินการนำเข้าด้วยตัวเอง เนื่องจาก อคส. ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการดำเนินกระบวนการนำเข้าในลักษณะผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ จึงอาจต้องอาศัยผู้ประกอบการหรือผู้นำเข้าภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ

กล่าวง่ายๆ คือ เอกชนอาจเป็นผู้จัดการกระบวนการนำเข้าจริง โดยใช้สิทธิและโควตาของ อคส. ภายใต้กรอบระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานรัฐออกมาพูดถึงตัวเลขและโควตานำเข้าในจังหวะที่ตลาดมีความอ่อนไหว อาจสร้างความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อกลไกตลาด จึงทำให้กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาจัดการสถานการณ์

ท้ายที่สุด นายพรศิลป์ย้ำว่า โจทย์ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่การหาตัวเลขราคาที่เหมาะสม แต่คือการรื้อโครงสร้างนโยบายให้เกิดความเป็นธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะการไม่ผลักภาระต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกรให้ตกอยู่กับโรงงานอาหารสัตว์เพียงฝ่ายเดียว

 

โรงงานประกาศ ราคารับซื้อข้าวโพด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569

ราคาข้าวโพด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569