
ARDA ดันฟางข้าวสู่พลังงานสะอาด สร้างมูลค่า 3.67 ล้าน ลดเผา-เพิ่มรายได้ชาวนา
ARDA หนุนวิจัยเปลี่ยนฟางข้าวจากปัญหาการเผาสู่รายได้ ช่วยเกษตรกร 92 ราย ลดพื้นที่เผา 2,091 ไร่ ต้นทุนลดสูงสุด 32% รายได้สุทธิเพิ่ม 49% พร้อมผลิตชีวมวลอัดเม็ดสร้างมูลค่า 3.67 ล้านบาท
KEY
POINTS
- สวก. สนับสนุนโครงการเปลี่ยนฟางข้าวเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาด ลดปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5
- โครงการนำร่องสามารถลดพื้นที่เผาฟางข้าวได้ 2,091 ไร่ พร้อมช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้สุทธิให้เกษตรกรได้ถึง 35-49%
- สามารถผลิตชีวมวลอัดเม็ดจากฟางข้าวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้แล้ว 3.67 ล้านบาท และเชื่อมโยงตลาดรับซื้อกับภาคอุตสาหกรรม
ประเทศไทยมีตอซังและฟางข้าวจากการเก็บเกี่ยวมากกว่า 42 ล้านตันต่อปี แต่เศษวัสดุจำนวนไม่น้อยยังถูกเผาในพื้นที่เกษตร กลายเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถสร้างมูลค่าได้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) จึงสนับสนุนกรมการข้าวขยายผลเทคโนโลยีจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา หวังเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ในแปลงนาให้เป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและเชื้อเพลิงสำหรับภาคพลังงานสะอาด
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรณรงค์ให้เกษตรกร “งดเผา” แต่ต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้เห็นว่าการไม่เผาสามารถสร้างประโยชน์และรายได้มากกว่า
ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าว ภายใต้โครงการ “การขยายผลการใช้เทคโนโลยีการจัดการตอซังฟางข้าว การเพิ่มมูลค่า และการใช้นวัตกรรมเครื่องจักรแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่เพื่อปลอดการเผาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model” โดยมีนางวราภรณ์ อินทรทรง เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบจัดการฟางข้าวตั้งแต่แปลงนา การรวบรวมและแปรรูป ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดปลายทาง
ลดเผา 2,091 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกร 49%
โครงการนำร่องในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร โดยใช้เทคโนโลยี 2 ส่วนตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้แก่ จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางแบบไม่เผา ซึ่งช่วยเร่งการย่อยสลายตอซังภายใน 5-7 วัน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ลดต้นทุนจัดการแปลง และช่วยให้เริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้เร็วขึ้น
ควบคู่กับการใช้เครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Pellet Machine ที่สามารถเข้าไปแปรรูปฟางในพื้นที่เกษตรโดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการรวบรวมและขนส่ง ก่อนเปลี่ยนฟางเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน
ผลดำเนินงานพบว่า เกษตรกร 92 รายได้รับประโยชน์ สามารถลดพื้นที่เผาได้ 2,091 ไร่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 19-24% หรือ 190-250 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง 20-32% หรือ 1,114-1,968 บาทต่อไร่ และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 35-49% หรือ 2,424-3,471 บาทต่อไร่
เมื่อประเมินผลรวมทั้งพื้นที่ โครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรประมาณ 2.33-4.11 ล้านบาทต่อรอบการผลิต เพิ่มรายได้สุทธิรวมประมาณ 5.07-7.26 ล้านบาทต่อรอบการผลิต และยังสร้างมูลค่าจากชีวมวลอัดเม็ดอีกประมาณ 3.67 ล้านบาท
ผลิตชีวมวล 1,359 ตัน ป้อนตลาดอุตสาหกรรม
ด้านนางวราภรณ์ อินทรทรง หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการสามารถผลิตชีวมวลอัดเม็ดได้รวม 1,359.15 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,669,705 บาท โดยดำเนินงานร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และเชื่อมโยงการจำหน่ายให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เช่น บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสซีจี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีความต้องการประมาณ 50,000 ตันต่อปี
ด้านประสิทธิภาพของเครื่องจักร สามารถแปรรูปฟางข้าวได้ประมาณ 45.31 ตันต่อวัน หรือกำลังผลิตเฉลี่ย 15.10 ตันต่อเครื่องต่อวัน มีต้นทุนการแปรรูป 1,116.83 บาทต่อตัน ขณะที่ชีวมวลอัดเม็ดจำหน่ายได้เฉลี่ย 2,700 บาทต่อตัน สร้างผลตอบแทนสุทธิ 1,583.17 บาทต่อตัน และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี
จุดสำคัญของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียงการมีเครื่องจักร แต่เป็นการสร้างระบบใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่สามารถดำเนินต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ ตั้งแต่การรวบรวมฟาง การแปรรูปในพื้นที่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้รับซื้อและตลาดปลายทาง โดยมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริหารจัดการเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง
ชีวมวลลดคาร์บอน ลุ้น 40,000 ตันใน 2 ปี
ในมิติสิ่งแวดล้อม ชีวมวลอัดเม็ด 1 ตัน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ tCO₂e จากปริมาณที่ผลิตได้จริงในปัจจุบัน จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,038.73 tCO₂e
หากสามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามเป้าหมาย 40,000 ตันภายใน 2 ปี คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า 60,000 tCO₂e สะท้อนศักยภาพของการนำเศษวัสดุจากภาคเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
ขยาย 4 จังหวัด ปั้นรายได้ชุมชน 5.4 ล้านบาท
สำหรับระยะต่อไป โครงการมีแผนขยายผลไปยัง 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ ตั้งเป้าผลิตชีวมวลอัดเม็ด 2,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 5.4 ล้านบาทต่อปี
ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในอนาคตฟางข้าวจะไม่ใช่เพียงของเหลือจากภาคเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดย ARDA มุ่งผลักดันให้งานวิจัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจาก “ต้นทุนและปัญหาสิ่งแวดล้อม” สู่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมระบบรวบรวม แปรรูป และรับซื้ออย่างครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ







