thansettakij
thansettakij
ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

19 ส.ค. 69 | 04:22 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ส.ค. 69 | 04:22 น.

ทุนญี่ปุ่นยันยังปักฐานไทย หลังทุนจีน-สิงคโปร์รุกหนัก เลขาฯบีโอไอโชว์ตัวเลข 5 ปี นักลงทุนจากแดนซามูไรขอรับส่งเสริม 1,380 โครงการ กว่า 3.96 แสนล้าน เน้นยกระดับโรงงานเดิม-เทคโนโลยีใหม่ ขณะค่ายรถญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนรับไฮบริด จี้ไทยทบทวน JTEPA ลดภาษีรถนำเข้า

KEY

POINTS

  • ญี่ปุ่นยืนยันไม่ถอนการลงทุนจากไทย แต่เป็นการปรับโครงสร้างและยกระดับฐานการผลิตเดิมให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ แม้ตัวเลขเงินลงทุนสุทธิจะลดลง
  • 3 ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ ได้แก่ มิตซูบิชิ, มาสด้า และอีซูซุ ประกาศแผนลงทุนในไทยรวมกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท
  • การลงทุนมุ่งเน้นการปรับปรุงฐานการผลิตเดิมเพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปี 2568 มีเงินลงทุนสุทธิไหลเข้าราว 18,525 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 14,302 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า แต่โครงสร้างแหล่งทุนกำลังเปลี่ยนชัดเจน เมื่อ สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานทุนสำคัญของไทยถูกสิงคโปร์แซงขึ้นเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนสะสมสูงสุด ณ สิ้นไตรมาส 1/2569

ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

สิงคโปร์ลงทุนสะสมแซงหน้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจน โดยปี 2568 เงินลงทุนสุทธิจากญี่ปุ่นอยู่ที่เพียง 230 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,600 ล้านบาท ลดลงอย่างมากจาก 2,196 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 และรั้งอันดับ 9 ของแหล่งเงินลงทุน ขณะที่สิงคโปร์นำที่ 6,728 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีน 3,153 ล้านดอลลาร์ และฮ่องกง 1,535 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ทุนสะสมสิงคโปร์แตะ 103,672 ล้านดอลลาร์ แซงญี่ปุ่นที่ 100,554 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก สะท้อนการแข่งขันของทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการรุกของทุนจีนใน EV และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างฐานการผลิตเดิม

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้ถอนตัวจากไทย โดยข้อมูลจากบีโอไอ สะท้อนภาพอีกด้าน ในปี 2568นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมสูงถึง 311 โครงการ มูลค่า 119,098 ล้านบาท สูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนการลงทุนที่ยังเดินหน้า แต่เน้นยกระดับฐานเดิมและเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น ขณะที่เงินลงทุนจริงของ ธปท. ที่ต่ำกว่า บีโอไออย่างมาก เกิดจาก ธปท. วัด เงินไหลเข้าสุทธิหลังหักการถอนทุนและการชำระคืนเงินกู้ระหว่างบริษัท ส่วนบีโอไอวัดมูลค่าโครงการที่ยื่นขอส่งเสริม จึงไม่สามารถนำมาเทียบเป็นเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจริงในปีเดียวกันได้โดยตรง

ญี่ปุ่นยังปักฐานไทย 5 ปีขอส่งเสริม 3.96 แสนล้าน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย และมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 396,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์

แม้เมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนบางประเทศแล้ว การลงทุนของญี่ปุ่นอาจดูมีมูลค่าน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นลดความสำคัญของไทย เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีฐานการผลิต โรงงาน และห่วงโซ่อุปทานอยู่ในไทยมานานหลายสิบปี การลงทุนระลอกใหม่จึงเน้นการขยายไลน์การผลิต การปรับปรุงและยกระดับโรงงานเดิมให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ มากกว่าการสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด (Greenfield Investment)

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ลักษณะการลงทุนดังกล่าวทำให้เม็ดเงินต่อโครงการอาจไม่สูงเท่ากับนักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาสร้างฐานผลิตใหม่ทั้งระบบ แต่ในมุมของไทยยังถือเป็นการรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเดิมให้สามารถแข่งขันต่อไปได้

JETRO ชี้เน้นเปลี่ยนเครื่องจักร-ดิจิทัล

นายนฤตม์กล่าวอีกว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งจัดทำโดย JETRO และหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) จากบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ 504 ราย พบว่า 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ 48% จะคงระดับการลงทุนเดิม

ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

ที่น่าสนใจคือ การลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งสร้างโรงงานใหม่ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตเดิม โดย 59% มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องจักรเดิม 31% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 22% ลงทุนด้าน Digital Transformation ขณะที่การลงทุนใหม่และการขยายกิจการมีสัดส่วน 16% เท่ากัน

“ญี่ปุ่นจึงอยู่ในช่วงปรับฐานการผลิตให้มีประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ในประเทศไทย” นายนฤตม์กล่าว

ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทุนญี่ปุ่นในไทย บริษัทญี่ปุ่นยังมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เสนอแผนขยายการลงทุน 5 ปีข้างหน้า 16,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายฐานผลิตรถยนต์ Hybrid ในไทยสำหรับส่งออกทั่วโลก ขณะที่ มาสด้า มอเตอร์ ได้รับอนุมัติขยายการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงกระบวนการผลิตโรงงานระยอง รองรับรถยนต์รุ่นใหม่แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) กำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี เพื่อส่งออกไปหลายประเทศ ส่วน อีซูซุ มอเตอร์ ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานผลิตในไทย ทั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เทคโนโลยีผลิตรถกระบะรองรับมาตรฐาน Euro 6 และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

รวมเม็ดเงินลงทุนของ 3 ค่ายดังกล่าวกว่า 38,400 ล้านบาท สะท้อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้ทิ้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่กำลังปรับตัวจากฐานผลิตรถยนต์แบบเดิมไปสู่เทคโนโลยี Hybrid ระบบอัตโนมัติ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ญี่ปุ่นชงรัฐลดต้นทุน-เร่ง FTA เปิดตลาด

สำหรับสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลและบีโอไอสนับสนุน นายนฤตม์กล่าวว่า ผลสำรวจ JETRO และ JCC พบว่า 29% ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงิน รองลงมา 26% ต้องการมาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และ 24% ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดไปประเทศที่สามผ่านการขยาย FTA โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป

ทุนญี่ปุ่นยันไม่ทิ้งไทย เร่งฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่ 'มิตซูฯ มาสด้า อีซูซุ' เร่งลงทุน 3.8 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับต้นทุนและการเข้าถึงพลังงานสะอาด เนื่องจากบริษัทจำนวนมากมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงจับตาความคืบหน้าของ Utility Green Tariff (UGT) และ Direct PPA รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน ขณะเดียวกันยังต้องการให้ไทยเตรียมบุคลากรรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับ Ease of Doing Business และบรรเทาผลกระทบจาก Global Minimum Tax ผ่านกลไกเครดิตภาษี QRTC เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถยกระดับฐานเดิมและขยายการลงทุนใหม่ได้ต่อเนื่อง

พ้น Comfort Zone เร่งผสานเทคโนโลยี

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไป 20-30 ปี ญี่ปุ่นเคยเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทย โดยมีอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญ แต่โครงสร้างความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ทั้ง EVและชิปอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ญี่ปุ่นลดระดับมาเป็นนักลงทุนอันดับ 2 หรือ 3 ขณะที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นทุนรายใหญ่ และสหรัฐฯ รวมถึงยุโรปยังเข้ามาต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนญี่ปุ่นไม่ได้หายไป แต่กำลังชะลออัตราเร่งและอยู่ระหว่างปรับตัว เพื่อไม่ให้ติดอยู่ใน “Comfort Zone” โดยนำจุดแข็งเดิมมาผสานกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น การพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบ HV หรือ Hybrid ที่เน้นประหยัดน้ำมันและแข่งขันด้านต้นทุนกับ EV รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและพลังงานทางเลือกสำหรับรถยนต์

นายวิศิษฐ์มองว่า จุดแข็งของไทยยังอยู่ที่ระบบนิเวศการลงทุนที่ครบถ้วน มี Supply Chain และฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงความสะดวกในการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออก ขณะเดียวกันไทยมีทำเลเป็นศูนย์กลางอาเซียน สามารถกระจายสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านได้หลายช่องทาง และมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมไฮเทค

แต่โจทย์สำคัญคือการเร่งทำ FTA เพราะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้า FTA ไปไกลกว่าไทย หากไทยเร่งขยายตลาดและสร้างแต้มต่อทางการค้าได้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ฐานผลิตเดิมของญี่ปุ่นมีเหตุผลในการลงทุนต่อในไทย

เปิดทบทวน JTEPA จี้ลดภาษีรถ

ด้านแหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ไทยมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA มาตั้งแต่ปี 2550 มีเป้าหมายลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างกัน รวมถึงส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้มีการทบทวนความตกลงทุก 10 ปี และรอบการทบทวนครั้งต่อไปจะครบกำหนดในปี 2570

ประเด็นที่ญี่ปุ่นผลักดันคือการทบทวนอัตราอากรสินค้ารถยนต์ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นเก็บภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากไทย 0% ในทุกรายการ ขณะที่ภายใต้ JTEPA ไทยยังมีอัตราอากรสำหรับรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่นแตกต่างกันตามประเภท โดยรถยนต์นั่งที่อยู่ในรายการผูกพันมีอัตรา 20% (ส่วนการนำเข้าจากจีน ภาษีเป็น 0%)ขณะที่รถยนต์บางประเภท เช่น รถแทรกเตอร์ ยานยนต์ขนส่งบุคคล ยานยนต์ขนส่งของ และรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 0% ส่วนรถยนต์ความจุกระบอกสูบ มากกว่า 3,000 ซีซี มีอัตรา 60% และกลุ่มต่ำกว่า 3,000 ซีซีที่ไม่ผูกพันภายใต้ JTEPA ใช้อัตรา MFN ซึ่งอยู่ที่ 80%

ดังนั้น ประเด็นที่ญี่ปุ่นต้องการหารือจึงไม่ได้หมายความว่ารถญี่ปุ่นทุกประเภทที่นำเข้าไทยเสียภาษี 20% แต่เป็นการทบทวนโครงสร้างอากรของรถยนต์แต่ละรายการ โดยเฉพาะอัตราที่ญี่ปุ่นมองว่ายังเสียเปรียบเมื่อเทียบกับการส่งออกรถยนต์จากไทยไปญี่ปุ่นที่ได้รับอัตรา 0% ทั้งนี้ที่ผ่านมาไทยและญี่ปุ่นประชุมคณะอนุกรรมการว่าด้วยการทบทวนทั่วไปแล้ว 3 ครั้งและไทยเคยเสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณาทบทวนความตกลงก่อนครบกำหนดปี 2570 เพื่อหารือประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน