thansettakij
thansettakij
FTA ไทย–อียู ส่อสะเทือนโคนม ‘อำนวย’ จี้ดึงนมพ้นโต๊ะเจรจา

FTA ไทย–อียู ส่อสะเทือนโคนม ‘อำนวย’ จี้ดึงนมพ้นโต๊ะเจรจา

13 ส.ค. 69 | 02:54 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ส.ค. 69 | 02:55 น.

จับตาการเจรจา FTA ไทย-อียู ส่อกระทบหนักภาคเกษตร อดีต รมช.เกษตรฯ "อำนวย ปะติเส" หวั่นซ้ำเติมปัญหานมล้นตลาด 200 ตันต่อวัน กระทุ้ง อย. เร่งคลอดประกาศฉลากนมคืนรูปเพื่อปกป้องเกษตรกรไทย ก่อนมหาอำนาจนมโลกจากยุโรปจะบุกถล่มราคาในประเทศ

KEY

POINTS

  • การเจรจา FTA ไทย-อียู สร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรโคนมไทย ซึ่งอาจไม่สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมนมที่แข็งแกร่งของยุโรปได้
  • นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียกร้องให้รัฐบาลถอดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมออกจากโต๊ะเจรจา หรือจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูงสุด
  • ชี้ว่าอุตสาหกรรมโคนมไทยเคยได้รับผลกระทบจาก FTA กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาแล้ว และยังไม่พร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งใหม่จากอียูซึ่งเป็นตลาดนมขนาดใหญ่

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) เดินมาถึง รอบที่ 9 และกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าปิดดีลให้ได้ภายในปี 2570 ท่ามกลางการจับตาจากภาคเกษตรไทยที่เริ่มกังวลว่า การเปิดตลาดครั้งนี้อาจไม่ได้มีแค่ “โอกาส” แต่ยังมาพร้อมแรงกดดันครั้งใหญ่

โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมโคนมไทยเมื่อสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีทั้งศักยภาพการผลิต เทคโนโลยี และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง อาจเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะได้อะไรจาก FTA” แต่คือ “โคนมไทยจะรับมืออย่างไร” หากเกมการแข่งขันเปลี่ยนไป

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่กำลังรอคำตอบ “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ออกมาตั้งข้อสังเกตและส่งสัญญาณเตือนถึงแรงกระเพื่อมที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมไทย พร้อมชวนมองให้ลึกถึงความเสี่ยง โอกาส และทางรอดของโคนมไทย ก่อนวันที่ FTA ไทย–EU จะเดินเข้าสู่บทสรุป

ห่วงโคนมไทยซ้ำรอย 2 FTA ใหญ่

นายอำนวย กล่าวว่า  มีความห่วงใยต่ออนาคตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโคนมไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ FTA ไทย–ออสเตรเลีย และไทย–นิวซีแลนด์ และจนถึงปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างเต็มที่  ดังนั้น หากไทยเดินหน้าเปิดเสรีสินค้านมกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิก 27 ประเทศ และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนมระดับโลก อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเกษตรกรไทย และทำให้ปัญหาที่มีอยู่รุนแรงขึ้น

นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

“ศักยภาพของอุตสาหกรรมนมในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอาร์เจนตินาและประเทศในยุโรปอยู่ในระดับสูง ขณะที่อุตสาหกรรมโคนมไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนา หากต้องเปิดตลาดแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบในเวลาที่ผู้ผลิตไทยยังไม่แข็งแรง ย่อมมีความเสี่ยงที่เกษตรกรไทยจะเสียเปรียบอย่างมาก ยกตัวอย่าง ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ยังไม่เท่าอียู เพราะอียูคือโซนนมของโลกมานานแล้ว มีความชำนาญสูงทั้งเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ถ้าเขาเข้ามาในไทยในสภาพที่เรายังวุ่นวายและอ่อนแออยู่แบบนี้ ถามจริงๆ ว่าใครจะยืนอยู่ได้”

จี้รัฐดึงออกจากโต๊ะเจรจา หรือขึ้นบัญชีอ่อนไหวสูง

นายอำนวย เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาถอดสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมออกจากรายการเจรจา FTA ไทย–อียู หรืออย่างน้อยควรจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่อ่อนไหวมากที่สุด(Super Sensitive List) เพื่อเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมโคนมไทยมีเวลาปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันก่อนเข้าสู่การเปิดตลาดอย่างเต็มรูปแบบ

 “ปัจจุบันไทยยังมีข้อจำกัดด้านการสร้างผลิตภัณฑ์นมมูลค่าเพิ่ม โดยการผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์พื้นฐาน ขณะที่สินค้ามูลค่าสูงอย่างชีสยังมีการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ ถ้าไม่ปกป้องไว้ โอกาสที่ลูกหลานไทยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจะตายสนิท”

 

กระทุ้งรัฐเร่งแก้ 4 ปัญหา ก่อนเปิดเกม FTA

นอกจากประเด็นการเจรจา FTA แล้ว นายอำนวยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาภายในประเทศ เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเสนอ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. เร่งแก้ปัญหาความต่อเนื่องของงบประมาณ มติเดิมที่เคยมีแนวทางจัดสรรงบประมาณประมาณ 800 ล้านบาท ถูกระงับภายหลังการเปลี่ยนรัฐบาล จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความชัดเจนด้านงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบอุตสาหกรรมโคนม

 2. เร่งจัดการสต็อกนมค้างปัญหาสต็อกนมค้างขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 200 ตัน ยังเป็นประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกร 3. เดินหน้าขยายงบนมโรงเรียน เพราะการขยายโครงการนมโรงเรียนเพื่อครอบคลุมนักเรียนเพิ่มเติมกว่า 500,000 คน ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำนมดิบในระบบ

 4. เร่งสร้างความชัดเจนเรื่องฉลากสินค้า ควรผลักดันให้มีการออกประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุอย่างชัดเจนว่าสินค้าใดผลิตจากน้ำนมไทย และสินค้าใดผลิตจากนมผงคืนรูป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมีข้อมูล

 

ชะลอก่อน ให้โคนมไทยตั้งหลัก

นายอำนวยย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธการเปิดเสรีทางการค้า แต่รัฐบาลต้องประเมินความพร้อมของเกษตรกรไทยให้รอบด้าน เพราะหากเปิดตลาดในช่วงที่อุตสาหกรรมยังมีจุดอ่อนจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเกษตรกรและครอบครัวผู้เลี้ยงโคนม

“สิ่งที่ผมต้องการมีเพียงประการเดียวคืออนาคตของลูกหลาน ให้พอมีอาชีพพระราชทานนี้อยู่ได้บ้าง วิธีรักษาคือคุณต้องชะลอ ต้องดูแลลูกที่อ่อนแอก่อน อย่าเพิ่งเอาเขาเข้าไป ให้เราแข็งแรงก่อน สงสารเกษตรกรให้เรามีโอกาสลืมตาอ้าปากก่อน”

ทั้งนี้ ความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย–อียู จึงไม่เพียงเป็นประเด็นด้านการค้าและการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญต่อการกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมโคนมไทย ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างเกราะป้องกันและยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรให้พร้อมรับการแข่งขันก่อนเปิดตลาดได้มากน้อยเพียงใด

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,226 วันที่ 13 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569