
‘ฝนหลวง’ เปิดแผนสู้ซูเปอร์เอลนีโญ เร่งเติมน้ำเขื่อน ช่วยเกษตรก่อนวิกฤต
อธิบดีกรมฝนหลวง กางแผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ลากยาวถึงปี 2570 เปิดวอร์รูมเชิงรุก เติมน้ำเขื่อน-ช่วยเกษตรกรก่อนเกิดวิกฤต
KEY
POINTS
- กรมฝนหลวงฯ เตรียมรับมือภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ปริมาณฝนน้อยลง และส่งผลกระทบต่อน้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศ
- จัดตั้งวอร์รูมและปรับแผนปฏิบัติการ "Smart Royal Rainmaking" เป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเข้าช่วยเหลือล่วงหน้าก่อนเกิดวิกฤต
- จัดลำดับภารกิจเร่งด่วน 3 ด้าน คือ เติมน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค, เติมน้ำในเขื่อนหลักที่มีปริมาณน้ำน้อย และช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบ
“ฐานเศรษฐกิจ” เจาะแผนรับมือภัยแล้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้การนำของ “นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร" ที่ประกาศยกระดับการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก หลังประเมินประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเต็มรูปแบบ และมีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจยืดเยื้อไปจนถึงต้นปี 2570 โดยจะส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10% กระทบปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศ
กรมฝนหลวงฯ จึงเร่งปรับแผนปฏิบัติการ “Smart Royal Rainmaking” พร้อมตั้งวอร์รูม ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เดินหน้าบินปฏิบัติการเติมน้ำเขื่อนและช่วยเหลือพื้นที่เกษตรก่อนเกิดความเสียหาย ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นแนวคิด “รู้ปัญหาล่วงหน้า แก้ไขก่อนเสียหาย”
น้ำเขื่อนต่ำกว่าปีก่อน 2.7 พันล้าน ลบ.ม.
นายวิทยา กล่าวว่า กรมฝนหลวงฯ ได้ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์ภูมิอากาศโลก และแบบจำลองสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และช่วงที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุดคือเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 เนื่องจากปัจจุบันปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลล่าสุดพบว่า อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั้ง 496 แห่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมประมาณ 42,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 56% ของความจุ ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 2,700 ล้าน ลบ.ม.แม้สถานการณ์จะใกล้เคียงกับปี 2562 และ 2566 แต่ปีนี้มีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณพายุที่จะเข้ามาช่วยเติมน้ำต้นทุนเหมือนหลายปีที่ผ่านมา
เปิดวอร์รูม รับมือก่อนเกิดวิกฤต
นายวิทยา กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมฝนหลวงฯ ได้จัดตั้ง “วอร์รูม” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการทำงานจากการรอรับคำร้อง มาเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลล่วงหน้า ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อเตรียมปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
“เราไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเข้าไปแก้ไข และไม่อยากให้ประชาชนต้องร้องขอ เพราะเมื่อมีการร้องขอ แสดงว่าความเสียหายได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว”
กรมฯ จึงเตรียมความพร้อมทั้งอากาศยาน 25 ลำ นักบิน บุคลากร และสารฝนหลวง รองรับภารกิจทั่วประเทศ ภายใต้แผน Smart Royal Rainmaking ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Geomat วิเคราะห์ความเสี่ยงภัยแล้งและการเจริญเติบโตของพืช เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ จึงได้จัดลำดับเติมน้ำ 3 ภารกิจสำคัญ
สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงเอลนีโญประกอบด้วย 1.เติมน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ป้องกันการขาดแคลนน้ำในระดับครัวเรือน 2. เติมน้ำในเขื่อนหลักที่มีปริมาณน้ำน้อยและไม่มีความเสี่ยงน้ำล้น เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนคลองสียัด เป็นต้น และ 3.พร้อมช่วยเหลือพื้นที่เกษตรวิกฤต โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางจังหวัดในภาคกลาง ซึ่งพืชกำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต
ลุยเติมน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 24 จังหวัด
นายวิทยา กล่าวสรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569 สามารถทำให้เกิดฝนตกในพื้นที่การเกษตรครอบคลุม 24 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก อาทิ ตาก กำแพงเพชร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แปลงเกษตรและลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วง
พร้อมกันนี้ ภารกิจเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำประสบผลสำเร็จ โดยมีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำของเขื่อนสำคัญ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนแก่งกระจาน รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กอีก 14 แห่ง ซึ่งจะช่วยเสริมปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงต่อไป
ใช้ศาสตร์พระราชา ดูแลพื้นที่เสี่ยงกว่าร้อยล้านไร่
สำหรับในปีงบประมาณนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับงบประมาณกว่า 3,200 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารจัดการภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละครั้งมีอัตราความสำเร็จเฉลี่ยสูงถึง 90% แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้รูปแบบฝนแปรปรวนมากขึ้น
กรมฯ ยังยืนยันว่าจะน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานที่มีมากกว่าร้อยล้านไร่ทั่วประเทศพร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรติดตามพยากรณ์อากาศและแผนบริหารจัดการน้ำของภาครัฐอย่างใกล้ชิด วางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดในช่วงที่ประเทศเผชิญภาวะเอลนีโญ
“หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งได้ทันที แต่ยืนยันว่ากรมฯ จะพยายามเข้าช่วยเหลือก่อนที่จะมีการร้องขอ ฝากถึงเกษตรกรว่าไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท และพร้อมปรับแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง และการเติมน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว” นายวิทยา กล่าวย้ำช่วงท้าย
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2569







