thansettakij
thansettakij
ราคายางพารายังยืนสูง ลุ้นส่งออกปี 69 โต 10% จีนยังครองตลาดหลัก

ราคายางพารายังยืนสูง ลุ้นส่งออกปี 69 โต 10% จีนยังครองตลาดหลัก

07 ส.ค. 69 | 08:12 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 08:13 น.

ยางพาราไทยส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง แม้ปริมาณส่งออกปีนี้มีแนวโน้มทรงตัวจากผลกระทบเอลนีโญ แต่ราคายางยังอยู่ในระดับสูง หนุนมูลค่าส่งออกทั้งปี 2569 มีโอกาสเติบโตราว 10% โดยจีนยังครองตลาดนำเข้าหลักของไทย

KEY

POINTS

  • คาดการณ์มูลค่าการส่งออกยางพาราไทยปี 2569 จะเติบโตขึ้นประมาณ 10% โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ปริมาณส่งออกอาจทรงตัว
  • ราคายางพารายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกมีมากกว่าปริมาณผลผลิต
  • ประเทศจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกยางพาราหลักที่สำคัญที่สุดของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นประมาณ 40% ของทั้งหมด

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ภาคการส่งออกยางพาราของไทยยังส่งสัญญาณเชิงบวก

นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการส่งออกยางพาราไทยในช่วง 6-7 เดือนแรกของปี 2569 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้จะมีช่วงชะลอตัวในเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนกรกฎาคม แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะทรงตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น

สาเหตุที่การส่งออกชะลอลงในช่วงดังกล่าว มาจากผลของการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบโลก หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดจากระดับประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหลือเพียงกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ไทยเข้าสู่ฤดูเปิดกรีดยางในเดือนมิถุนายน ทำให้ปริมาณผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดพร้อมกับแรงกดดันด้านราคา ส่งผลให้ราคายางอ่อนตัวลงจากช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ก่อนที่ตลาดจะกลับมาสมดุลอีกครั้ง

ราคายางพารายังยืนสูง ลุ้นส่งออกปี 69 โต 10% จีนยังครองตลาดหลัก

ส่งออกครึ่งปีหลังฟื้น ไตรมาส 4 จับตาคำสั่งซื้อเพิ่ม

นายหลักชัยมองว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังยังมีทิศทางที่ดี และมีเสถียรภาพมากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลนำเข้าของประเทศคู่ค้า หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ ตลาดยางพารามีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

“มูลค่าการส่งออกทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% แม้ว่าปริมาณส่งออกจะทรงตัวหรืออาจลดลงเล็กน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ แต่ราคายางยังอยู่ในระดับที่ดี จึงช่วยพยุงมูลค่าการส่งออกได้”

สำหรับตลาดส่งออกหลักในสินค้ายางพาราของไทยยังคงเป็นประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนที่เหลือกระจายไปญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เวียดนาม เกาหลีใต้และอื่น ๆ ขณะที่การใช้ยางภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตยางล้อรถยนต์และถุงมือยาง

ราคายางพารายังสูง อุปสงค์แกร่งหนุนตลาด

ในด้านราคายาง ปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะลดลงจากช่วงหยุดกรีดที่เคยแตะระดับเกือบ 90-100 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาปัจจุบันยังสูงกว่าปีก่อน โดยน้ำยางสดซื้อขายราว 75 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางแผ่นดิบอยู่ที่ประมาณ 85 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางยังทรงตัวในระดับสูง มาจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่ยังมากกว่าปริมาณผลผลิต ประกอบกับการขยายพื้นที่ปลูกใหม่ทั่วโลกมีจำกัด เนื่องจากต้นยางต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปีจึงจะสามารถเปิดกรีดได้ อีกทั้งต้นทุนที่ดินและค่าแรงที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจปลูกยางเพิ่ม ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในภาวะอุปสงค์มากกว่าอุปทาน

มอง 5-10 ปี ราคายางพารายังมีแนวโน้มขาขึ้น

“มองในระยะ 5-10 ปี ราคายางยังมีแนวโน้มที่ดี เพราะความต้องการใช้ยังมากกว่าการผลิต ส่วนปีนี้โอกาสเห็นราคายางแตะ 100 บาทต่อกิโลกรัมอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกและสงคราม แต่หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่องในปีหน้า ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้อีก” นายหลักชัย กล่าว

ภาคเอกชนจึงยังเชื่อมั่นว่า แม้ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสภาพอากาศ แต่ด้วยพื้นฐานอุปสงค์ยางธรรมชาติที่ยังแข็งแกร่ง ราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาสสุดท้าย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้การส่งออกยางพาราของไทยรักษาโมเมนตัมการเติบโตด้านมูลค่าได้ต่อเนื่อง แม้ปริมาณการส่งออกจะไม่ได้ขยายตัวมากนักก็ตาม